Inspiration3

เมื่อ: Saturday, July 30th, 2011 19 ความคิดเห็น »
 

 

(อ่านจากใจนักข่าวภาคสนาม

โดยมานพ ทิพย์โอสถ ด้านล่าง)

แด่ ‘ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์’

by Pokpong Junvith on Thursday, 28 July 2011 at 20:29

หากย้อนเวลากลับไปหลายปีก่อน คงไม่ใครกล้าจินตนาการถึงวันนี้ … วันที่ ‘ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์’ กับ ‘มติชน’ ต้องแยกทางกัน

ผม เคยเขียนถึง ‘ประสงค์’ หรือ ‘พี่เก๊’ ของผมไว้ใน blog ส่วนตัว เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ต่อมา blog นี้ได้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือ blog blog ของผม

วันนี้ วันที่ ‘ประสงค์’ ต้องเก็บข้าวของออกจากชายคามติชน ผมขอนำบทความเดิมส่วนหนึ่งมาให้ ‘อ่านใหม่’ อีกครั้ง

แด่ ‘ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์’ พี่เก๊ของพวกเรา

ใน ฐานะแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์มติชนมาตั้งแต่ประถม ผมได้ยินชื่อของ ‘ประสงค์ วิสุทธิ์’ มาตั้งแต่ก่อนหน้าข่าวคดีซุกหุ้น ในฐานะนักหนังสือพิมพ์มืออาชีพของวงการสื่อมวลชนไทย

จุดเด่นที่สุดของ ‘ประสงค์ วิสุทธิ์’ คือ สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของหนังสือพิมพ์ไทย

นั่นคือ การรายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน

เด่นเสียจนนิตยสาร Time เคยยก ‘ประสงค์ วิสุทธิ์’ เป็นหนึ่งใน Stars of Asia เมื่อปี 2001

สื่อ หนังสือพิมพ์เสียเปรียบสื่อวิทยุโทรทัศน์ในแง่ ‘ความเร็ว’ ในการนำเสนอข่าวสาร แต่มีข้อได้เปรียบคือ มีพื้นที่ในการนำเสนอ ‘ความลึก’ ของประเด็นข่าว ด้วยบทวิเคราะห์ที่เฉียบคม และหลักฐานข้อมูลที่แน่นหนา

หนังสือ พิมพ์ที่มีคุณภาพ นอกจากจะนำเสนอข้อมูลที่ ‘ลึก’ และ ‘ถูกต้อง’ แล้ว ยังต้องเป็นผู้ ‘กำหนด’วาระข่าวด้วย มิใช่แค่ ‘วิ่งตาม’วาระข่าว ตามแต่แหล่งข่าวจะหลอกใช้เป็นเครื่องมือ หรือวิ่งวนตามกระแส หรือเวียนว่ายกับความขัดแย้งฉาบฉวยในสังคม

ในบางจังหวะ นอกจากสื่อมวลชนจะเกาะติดสถานการณ์ที่สังคมสนใจใคร่รู้แล้ว สื่อมวลชนควรมีบทบาทในการนำสังคมและยกระดับความรู้ของสังคม ในแง่นี้สื่อมวลชนมีบทบาทอย่างสูงในการยกระดับการเมืองเชิงวัฒนธรรมของสังคม

น่า เสียดายที่ปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ โดยเฉพาะความล้มเหลวของระบบการศึกษา ทำให้สื่อมวลชนในประเทศนี้ ลื่นไม่เท่าไล่ไม่ทันเหล่าผู้มีอำนาจ ซึ่งมีความสามารถเอกอุในการกำหนดวาระข่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตน อีกทั้ง สื่อมวลชนโดยเฉลี่ยยังด้อยความสามารถในการวิเคราะห์วิจารณ์ลึกลงไปถึงแก่น แท้เนื้อในของปรากฏการณ์ที่มองเห็นผิวนอก

ข่าวที่ปรากฏตาม หน้าหนังสือพิมพ์โดยมาก จึงเป็นการร้อยเรียงเล่าเหตุการณ์ข้อเท็จจริงว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน แต่น้อยนักที่จะตอบคำถามว่า ทำไม สะท้อนอะไร และส่งผลสืบเนื่องอย่างไร

สื่อมวลชนจำนวนมากในสังคมไทยวิ่ง ตามข่าวที่ไม่เป็นสาระ ตื่นตูมไปกับพลุที่นักการเมืองจุดในแต่ละวัน มีหน้าที่ยื่นเครื่องอัดเทปใส่ปากคนโน้นทีคนนี้ที ไวต่อกลิ่นความขัดแย้งฉาบฉวย มีเพียงสื่อมวลชนจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อยเท่านั้น ที่ทำการบ้านหนัก มองปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำงานวิจัยขนาดย่อมในสายข่าวที่ตนรับผิดชอบ และลงมือสืบสวนสอบสวนความไม่ชอบมาพากลในสังคมมาตีแผ่

ในจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อยนั้น ‘ประสงค์ วิสุทธิ์’ ยืนอยู่หัวแถว

ตลอด ชีวิตนักข่าวหลังพ้นรั้วนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ‘ประสงค์ วิสุทธิ์’ ทำหน้าที่ค้นหาความจริงอย่างมืออาชีพเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสังคมไทยมาโดย ตลอด ด้วยธรรมชาติของนักข่าวเข้าสายเลือด ด้วยความซื่อสัตย์ในจรรยาวิชาชีพ และซื่อตรงต่อความจริง ไม่เคยมีนอกมีในกับอะไรและกับใคร ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีวาระซ่อนเร้น ว่ากันไปตามความจริงที่ปรากฏ

เป็น คนธรรมดาที่ไม่เคยวิ่งเข้าใส่ความเด่นดัง เครือข่ายสายสัมพันธ์ หรือชื่อเสียงจอมปลอม ไม่เคยใช้หน้าที่เรียกหาประโยชน์เข้าตน ชีวิตแต่ละวันก็เพียงตั้งใจทำงานของตัวให้ดีที่สุด อย่างสมเกียรตินักข่าวธรรมดาคนหนึ่ง ด้วยความเป็นมืออาชีพและความตรงไปตรงมา ก็เท่านั้น

ง่ายเท่านั้นจริงๆ

ไม่แปลกใจที่ผู้นำบางคนย่อมไม่มีวันเข้าใจ ‘วิถี’ ที่ว่า เพราะเส้นทางเดินในชีวิตของคนทั้งคู่แตกต่างกันเหลือเกิน

……

ชีวิต ผมสนุกโชคดีตรงที่มีโอกาสได้พบปะ ‘ยอดคน’ ที่น่าเคารพนับถืออยู่เนืองๆ ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้วัตรปฏิบัติและวิธีคิดของคนเหล่านั้น

คน ที่ผมเรียกว่า ‘ยอดคน’ นี่ ล้วนเป็นคนธรรมดาแบบเราๆ ท่านๆ แทบทั้งนั้น ไปเรียกเช่นนี้ให้เขาได้ยิน จะโดนค้อนโดนว่าเอาง่ายๆ ไม่เหมือน ‘เดนคน’ บางคน ที่ชอบยกหางตัวเองให้คนอื่นนับถือเป็น ‘ยอดคน’

ประสบการณ์ อันน้อยนิดของผมสรุปว่า ‘ผู้ยิ่งใหญ่’ ที่ผมเคยมีโอกาสได้พบเจอ ต่างมีคุณสมบัติร่วมกันคือ เป็นคนธรรมดา ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองอย่างดีที่สุดและเป็นมืออาชีพ ไม่ต้องร้องหาอำนาจวาสนา ไม่ยึดติดกับหัวโขนสิ่งสมมติ ไม่ต้องเฝ้ารอโอกาสทำดี ไม่คิดถึงเพียงเฉพาะตัวเองและคนรอบข้างตน

‘ประสงค์ วิสุทธิ์’ หรือพี่เก๊ของผม ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ผม เจอพี่เก๊ตัวเป็นๆ ครั้งแรกในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของคณะเศรษฐศาสตร์ ที่หอประชุมเล็ก ธรรมศาสตร์ จำได้ว่า อาจารย์เกษมสันต์ เป็นคนแนะนำให้ได้รู้จักกัน ไม่กี่ปีมานี้นี่เอง

คุยกันสั้นๆ แบบไม่นึกฝันว่า ในอนาคตจะมีจังหวะมีโอกาสได้โคจรมาพบกันบ่อยครั้งขึ้น

พี่ เก๊เป็นนักข่าวที่มีความเป็นนักวิชาการสูงมากนะครับ ใฝ่รู้และทำงานหนัก ใครได้อ่านงานข่าวของพี่เก๊จะรู้สึกว่า นอกจากจะเป็นงานสืบสวนขนาดทำตำรวจอายได้ ยังมีมิติของความเป็นงานวิชาการ ที่แน่นหนาในข้อมูลข้อเท็จจริง ตรรกะลื่นไหลเข้มแข็ง ประเด็นเฉียบคม รวมไปถึงมีระเบียบวิธีศึกษาชัดเจนเพื่อตอบคำถามที่สงสัย

นักข่าวกับนักวิชาการมีภารกิจเดียวกัน คือตามล่าหา ‘ความจริง’ แม้โดยมากจะเป็นความจริงคนละระดับก็ตาม

ความ เป็นนักวิชาการในตัวแบบไม่รู้เจ้าตัวรู้ตัวหรือไม่ ทำให้เรามักพบเห็นพี่เก๊ขึ้นเวทีอภิปรายสัมมนาเชิงวิชาการร่วมกับนักวิชาการ ได้อย่างไม่ขัดเขิน เป็นนักข่าวไม่กี่คนนะครับ ที่พูดจาได้แบบอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนยังอาย แกตะลุยมาหมดแล้ว ไม่ว่าคณะเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ ไม่ต้องพูดถึงนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์

เมื่อครั้งผมร่วม เป็นผู้จัดกำหนดการสัมมนาของกลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์สถาบันในช่วงเวลา 2 ปีครึ่ง เราเชิญพี่เก๊มาร่วมอภิปราย 2 ครั้ง ครั้งแรกว่าด้วยเรื่องกลุ่มทุนโทรคมนาคมไทย ครั้งหลังว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

พี่เก๊มาพร้อมกับข้อมูลและกรณีศึกษาที่น่าสนใจจำนวนมาก ซึ่งเป็นฝีมือเจาะข่าวในอดีตของเจ้าตัว

เช่น ต้นกำเนิดของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการมือถืออย่างบริษัท A (นามสมมติ) ใครอยากรู้ต้องไปค้นมติชนฉบับย้อนหลังดู จะรู้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ว่าเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทห้องแถว ที่ไม่มีตัวตน ผู้ก่อตั้งก็เป็นเพียงพนักงานธรรมดาของบริษัทเคเบิลทีวี I (นามสมมติ) ในอดีต (คุ้นๆวิธีการไหม) แต่เริ่มต้นก็กลับคว้าสัมปทานหลักพันล้านของกระทรวงคมนาคม ในยุคตนโตตัวเล็กเป็นรัฐมนตรีว่าการ (ข้อมูลอาจผิดได้ อาศัยความทรงจำล้วนๆ)

เมื่อมติชนตีพิมพ์ข่าว วันรุ่งขึ้น นาย T-sq (นามสมมติ) ถึงกับบุกมาชี้แจงถึงโรงพิมพ์ทีเดียวเชียวละ

ลองไปค้นดูครับ เป็นกรณีศึกษาที่คลาสสิกมาก แล้วจะเข้าใจวิธีคิดและพฤติกรรมของ ‘คนที่คุณก็รู้ว่าใคร’ ในปัจจุบัน

เวลา คณะผมหรือธรรมศาสตร์จัดรายการสัมมนาที่น่าสนใจ พี่เก๊มักโทรศัพท์มาหา เพื่อขอเปเปอร์มาอ่าน ขอเอกสารประกอบการสัมมนา หรือขอเทปฉบับเต็มไปนั่งฟัง

เวลา ติดขัดสงสัยเรื่องทางเทคนิค พี่เก๊ก็มักมุ่งสู่มหาวิทยาลัย เพื่อปรึกษาไต่ถามนักวิชาการ ที่คณะผมก็มีแหล่งข่าวและแหล่งความรู้ของพี่เก๊หลายคน

ล่าสุด นี่ พี่ประสงค์ของผมเพิ่งสมัครเรียนนิติศาสตร์ ภาคบัณฑิต ที่ธรรมศาสตร์เลยนะครับ นักโกงเมืองทั้งหลาย ระวังเนื้อระวังตัวกันไว้ แต่ตอนนี้ขอให้เจ้าตัวระวังเนื้อระวังตัวเองก่อน เพราะมัวแต่เจาะข่าวมากๆ อาจสอบตกได้ (ฮา)

ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสพบปะกับพี่เก๊หลายครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมไปเป็นคอลัมนิสต์ให้ประชาชาติธุรกิจ และพี่เก๊และผมร่วมทีมคอลัมนิสต์ของ open ยุคเศรษฐกิจการเมือง เลยมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารกันหลายครั้ง

สำหรับคนสอนหนังสือ หากินอย่างผม โต๊ะอาหารของนักข่าวนี่ตื่นตาตื่นใจมากนะครับ เพราะสื่อมวลชนเป็นผู้อยู่แนวหน้าของสนามรบ ได้สัมผัสพบปะเหตุการณ์จริง ผู้คนจริง ทุกวัน เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรู้เบื้องหลังเบื้องลึกของตัวละครที่โลดแล่นอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ สารพัดกลุ่ม

เหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่นักวิชาการห่างเหิน แม้นักวิชาการจะมีชุดความคิด มีเครื่องมือในการวิเคราะห์ แต่ห่างไกลจากสถานการณ์จริง ผลกระทบจริง ตัวละครจริงของเรื่องราวเท่ากับนักข่าว ซึ่งถ้าจะทำการวิเคราะห์เชิงสถาบัน ที่เป็นความเฉพาะเจาะจงด้วยแล้ว ปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์

อย่าง เรื่องแบ่งโซนสีหมู่บ้านในภาคใต้ ที่เป็นข่าวใหญ่โตช่วงหลังเลือกตั้ง ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความปากพล่อยของชายหน้าเหลี่ยมคนหนึ่งเท่านั้น บังเอิญชายเหลี่ยมคนนั้นดันมีอำนาจมากมาย เรื่องถึงยุ่ง เพราะมีเหล่าลูกขุนพลอยพยักมาก ยังดีที่ยอมกระโดดลงจากรถสิบล้อกัน

กิน ข้าวด้วยกันทีไร เป็นต้องได้ฟังความจริงอันโหดร้าย จนบางครั้ง กินข้าวไม่ลงเอาเลยทีเดียว และอดคิดในใจว่า ทำไมพวกมึงเลวกันได้ขนาดนี้วะ แต่หลายครั้งก็สนุกตื่นเต้น เพราะได้เก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางการเมือง และเบื้องหลังเบื้องลึกของตัวละครที่โลดแล่นตามหน้าหนังสือพิมพ์

จะ ว่าไป การรวมกลุ่มอย่างหลวมๆ มานั่งวิเคราะห์วิจารณ์ปัญหาการเมืองเศรษฐกิจของบ้านเมือง และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน โดยมีผลประโยชน์ของสังคมไทยเป็นที่ตั้ง นี่มีประโยชน์มากเลยนะครับ

อย่าง น้อยปีที่ผ่านมา เราก็ได้ใช้พลังของแต่ละฝ่ายร่วมกันคัดค้านความไม่ถูกต้อง 2 เรื่องคือ แผนออกหวยซื้อหุ้นสโมสรลิเวอร์พูล และ การเซ็นสัญญาระหว่างสถานีโทรทัศน์ช่องห้ากับบริษัทอาร์ทีเอ เรื่องหลังเป็นผลงานสืบสวนชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งของพี่เก๊ในปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองเรื่องจบลงด้วยดี กรณีหวยหงส์จบลงด้วยการเป็นปาหี่ระดับโลก ส่วนเรื่องช่องห้าจบลงด้วยการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการ และยกเลิกการเซ็นสัญญา

ขอเล่าประสบการณ์เรื่องกรณีผลประโยชน์ในช่องห้าหน่อยนะครับ มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจ

วันนั้น กลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์สถาบันเชิญพี่เก๊มาร่วมวงอภิปรายเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน

ตอน เที่ยง พี่เก๊โทรมาหาผมว่า จะไปสายหน่อยนะ เพราะเพิ่งได้ข้อมูลเด็ดเกี่ยวกับสัญญาช่องห้า กำลังนั่งศึกษาอยู่ เดี๋ยวต้องรีบเขียนข่าวทิ้งไว้ แล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง

กว่า พี่เก๊จะมาถึงธรรมศาสตร์ วงอภิปรายก็ว่ากันไปครึ่งหนึ่งแล้ว ผมนั่งฟังอยู่ด้านล่าง มองขึ้นไปบนเวที เห็นพี่เก๊ก้มตาก้มตาอ่านเอกสารชุดหนึ่งอยู่ตลอดเวลา พอถึงคิวพูด แกก็พูด ว่าเสร็จแกก็ก้มอ่านต่อ

วิญญาณนักข่าวชัดๆ เลยครับนั่น ดำดิ่งกับการค้นหาความจริง แบบไม่ไล่ไม่เลิก

พอ สัมมนาเสร็จ พี่เก๊ก็มาคุยกับผมต่อในห้องทำงานผม พร้อมกับเอกสารปึกใหญ่ เอกสารที่ว่าเป็นข้อมูลดิบล้วนๆ เลยนะครับ ประกอบด้วยจดหมายและหนังสือราชการหลายฉบับ สัญญา รายงานของที่ปรึกษาการเงิน ฯลฯ คือมีทั้งข้อมูลดิบที่แหล่งข่าวส่งมาให้ และข้อมูลดิบที่พี่เก๊สั่งค้นเพิ่ม เพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวให้สมบูรณ์

ว่า แล้ว พี่เก๊ก็อภิปรายไม่ไว้วางใจให้ผมฟังเป็นฉากๆ เป็นขั้นตอน (แบบรัวเร็วฟังไม่ทันตามสไตล์ประสงค์ตัวจริง – ฮา) พร้อมโชว์หลักฐานแต่ละชิ้นที่แกปะติดปะต่อกับเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นลำดับลื่น ไหล

ผมก็ได้แต่ตะลึง ไม่ใช่แค่ตะลึงกับความโกงของข้าราชการและนักธุรกิจ แต่ยังตะลึงในความเก่งและความเป็นมืออาชีพของพี่เก๊ … ครึ่งวันเองนะครับที่พี่เก๊ได้เอกสารปึกนี้มา มีเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงในการสังเคราะห์ก่อนมาพูดที่ธรรมศาสตร์

มืออาชีพเท่านั้นครับ ที่จับมั่นคั้นความจริงได้ถึงแก่นในเวลาจำกัดอันสั้นแบบนี้ ประสบการณ์ล้วนๆ เท่านั้น

หลัง จากอภิปรายเดี่ยวเสร็จ พี่เก๊ก็ถามต่อถึงกลไกด้านตลาดการเงินบางประเด็น ผมก็ไปเชิญอาจารย์ท่านหนึ่งมาอธิบายความให้แกฟัง และถ้าจำไม่ผิด จุดหมายต่อไปของพี่เก๊ในวันนั้นคือคณะนิติศาสตร์ครับ เพื่อซักถามข้อกฎหมายบางประเด็น

และเข้าห้องเรียนหนังสือภาคค่ำต่อ

วัน รุ่งขึ้นมติชนก็พาดหัวรองเรื่องอื้อฉาวนี้ ตามมาด้วยเป็นพาดหัวใหญ่ในวันต่อมา พร้อมกับสกู๊ปข่าวอย่างละเอียด ตลอดช่วงอาทิตย์นั้น เป็นข่าวเดี่ยวของมติชน จากฝีมือของชายคนนี้อีกครั้ง

นับ เป็นอีกครั้งที่การปฏิบัติหน้าที่ในการค้นหาความจริงแบบไม่มีวาระซ่อนเร้น ของผู้ชายคนหนึ่งส่งผลในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศนี้ไว้ได้

เท่า ที่รู้จักกันมา ผมคิดว่า คุณูปการที่สำคัญยิ่งอีกอันหนึ่งของพี่เก๊ต่อวงการสื่อสารมวลชนไทยคือ การเป็นแรงบันดาลใจและเป็นตัวอย่างรูปธรรมให้แก่นักข่าวรุ่นใหม่และรุ่นกลาง หลายคนในมติชนรายวันและประชาชาติธุรกิจ เรื่อยไปจนถึงเหล่าศิษย์เก่าสำนักนั้น จนถึงในสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

จนสัมผัสได้ถึงพลังห่วงโซ่แห่งความดี ที่ยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพของนักข่าวที่มีอุดมการณ์

พี่ๆ ที่ผมรู้จักในประชาชาติธุรกิจหลายคนก็เดินมุ่งหน้าตามทางเดินที่พี่เก๊ถาง ไว้ เราจึงเห็นได้ว่า ประชาชาติธุรกิจเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวเจาะเชิงสืบสวนที่โดดเด่นที่สุดในช่วง หลายปีที่ผ่านมา อย่างปีที่แล้ว ก็เป็นผู้จุดประเด็นเรื่องไข้หวัดนกขึ้นมาเป็นแห่งแรก และเกาะติดไม่ปล่อยแม้ในช่วงแรก รัฐบาลจะออกมาดาหน้าปฏิเสธ ปกปิดความจริงด้วยกลัวยอดส่งออกไก่ตกต่ำก็ตาม ผลเสียเป็นอย่างไร ทุกท่านก็รู้อยู่แก่ใจ

ในขณะที่กระแส ข่าวหมุนวนถั่งโถมรวดเร็วอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในแต่ละวัน นักหนังสือพิมพ์อาชีพธรรมดาคนหนึ่งนั่งทำงานเงียบๆ อยู่บนตึกไม่กี่ชั้นแถวประชาชื่น

ปฏิบัติภารกิจประจำวันด้วยการตรวจสอบค้นหาความจริงอย่างดีที่สุด เพื่อรายงานความจริงให้คนในสังคมนี้ได้รับรู้

มีหลักง่ายๆ แค่การเคารพความจริงที่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมา

ง่ายเท่านั้นจริงๆ

ไม่เคยเอ่ยปากทวงบุญคุณอะไร กับใคร กระทั่งกับสังคม

แม้ตัวเองจะต้องก้มดูใต้ท้องรถ ก่อนสตาร์ทเครื่องออกเดินทางก็ตาม

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

“……………………”

โดย มานพ ทิพย์โอสถ

ไม่ใคร่จะพูดหรือเขียนอะไรที่อาจกระทุบความรู้สึกคนอื่นๆ เพราะตระหนักดีว่าผู้คนแตกต่างด้านความคิด แต่ความรู้สึกแต่วันนี้เหมือนมีอะไรมาจุกคอหอย แม้จะเตรียมใจเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่ดูเหมือนว่าจะยอมรับได้ยากอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิด

แน่นอนว่าผมยอมรับและเคารพการตัดสินใจของทุกผู้คน ว่าไปแล้ว ผมกับคุณประสงค์ วิสุทธิ์ ไม่ได้สนิทกันเป็นส่วนตัวแม้แต่น้อย เขาเคยเป็นหัวหน้าข่าวหน้าหนึ่ง เมื่อผมยังเป็นละอ่อนในวงการน้ำหมึก เขาดุดัน น้ำเสียงไม่น่าฟังชวนฝัน แต่แปลกที่เขาสามารถเสนอมุมมองที่คนอื่นๆ(หมายถึงระดับหัวหน้า) คิดไม่ได้อย่างเขา

ประสงค์โดดเด่นในการวิพากษ์สังคม เขามีความรู้ และกระตือรือร้นอยากมากในการเรียนรู้ เขาทำให้สิ่งที่คนทั่วไป(สื่อ)ไม่สนใจ กลายเป็นสิ่งที่คนในแวดวงสื่อต้องจับตา เช่น ประกาศราชกิจจาฯ ข้อมูลการจดทะเบียนพาณิชย์ ผมไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงคุณูปการที่เขาได้ไว้กับแวดวงสื่อ เพราะมันได้ปรากฏต่อสายตาผู้คนโดยสมบูรณ์และไม่อาจปฏิเสธได้

งานหลายอย่างที่เขาทำไว้ในแวดวงสื่อ และผ่านกิจกรรมสมาคมนักข่าวฯที่ผมมีโอกาสร่วมงานกับเขาช่วงสั้นๆ เขาเป็นนายกฯสมาคมนักข่าวฯ ส่วนผมเป็นกรรมการฯตัวเล็กที่เขาให้เกียรติเสมอ
ยากที่คนมีหัวใจเป็นธรรม จะไม่รักเขา

แต่ เป็นเพียงเพราะเขาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในฐานะสื่อพึงกระทำเท่านั้น ทำให้เขาไม่มีที่ยืนในสิ่งที่เขาและผมเคยเชื่อมั่นและหลงใหล(สำหรับผม) ผมไม่(อยาก) เชื่อว่าจะเป็นการจากลาด้วยดีตามถ้อยแถลงต่อสังคม ผมเชื่อว่า ประสงค์ หรือพี่เก๊ของผมเจ็บปวดไม่น้อย

No tags for this post.
Tags :

หนังสือ

หนังสือ คำถามที่ ''ยิ่งลักษณ์'' ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้

วางแผงแล้ว !!

คำถามที่ "ยิ่งลักษณ์" ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้ สำหรับใครที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ 3 ช่องทางดังนี้
1.หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป
2.สั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ 3.โทรศัพท์: 081-634-7826 (คุณเล็ก)

Popular Posts

เปิดกรุพระ“การุณ โหสกุล”หลวงพ่อดังเพียบ ปั้นราคาองค์เดียว 8 ล้าน
เปิดกรุพระ“การุณ โหสกุล”หลวงพ่อดังเพียบ ปั้นราคาองค์เดียว 8 ล้าน...
: ค้นความจริงปมเงินง... 0 comment(s) | 149138 view(s) | by admin | posted on August 1, 2012
ด่วน!ตรวจแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล3ระดับ โดยTeam Group
ด่วน!ตรวจแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล3ระดับ โดยTeam Group...
: พื้นที่เสี่ยงระดับ ... 3 comment(s) | 76502 view(s) | by admin | posted on October 12, 2011

Tags