PRASONG.COM เล่าข่าว...จากประสบการณ์ > About PRASONG.COM > “ประสงค์ วิสุทธิ์”สื่อมวลชนในยุคเปลี่ยนผ่าน

“ประสงค์ วิสุทธิ์”สื่อมวลชนในยุคเปลี่ยนผ่าน

เมื่อ: Friday, August 5th, 2011 13 ความคิดเห็น »
 

โดย : อนันต์ ลือประดิษฐ์,ชุติมา ซุ้นเจริญ

เปิดใจนักหนังสือพิมพ์ที่มีผลงานข่าวเชิงสืบสวนจำนวนมากมาย ในวันที่มรสุมโหมกระหน่ำวงการสื่อมวลชนทั้งเงื่อนไขความขัดแย้งทางสังคมที่กดดันไปสู่การเลือกข้างและมหิทธานุภาพของเทคโนโลยีที่กำลังพลิกโฉมสื่อในเร็ววัน เขาตัดสินใจก้าวออกจากบ้านหลังเดิม เพื่อการเดินทางครั้งใหม่

 

วันนี้ ผู้อ่านที่ติดตามผลงานของ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ หรือที่รู้จักในนาม “ประสงค์ วิสุทธิ์” ต้องปรับเปลี่ยนความเคยชินจากหน้ากระดาษในหนังสือพิมพ์มติชน มาสู่เว็บไซต์ prasong.com ที่กลายมาเป็นช่องทางใหม่ในการเผยแพร่ผลงานของเขา

ประสงค์ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีผลงานข่าวเจาะลึกมากมาย เป็นอดีตบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ , หนังสือพิมพ์มติชน และอดีตนายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
การก้าวออกจากชายคาของสังกัด “มติชน” ที่เขาทำงานมาอย่างยาวนาน 26 ปี นับเป็นเรื่องสร้างความประหลาดใจให้แก่เพื่อนร่วมวิชาชีพและผู้อ่านที่ติดตามผลงานของเขาอยู่มิใช่น้อย ถึงกระนั้น นั่นมิได้เป็นเงื่อนไขให้ “งาน” ในชีวิตของ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ เปลี่ยนทิศทางไปจากเดิมแต่อย่างใด ในยุคสมัยที่สื่อกระแสหลักกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน และบททดสอบมากมายมหาศาลกำลังรอการพิสูจน์อยู่เบื้องหน้า

สาเหตุที่ตัดสินใจเลือกอาชีพนักหนังสือพิมพ์

ตอนเรียนนิเทศศาสตร์ (จุฬา) เราดูความถนัดของเราแล้วว่าเราแสดงไม่เก่ง แอ็คติ้งก็ไม่ได้ ครีเอทีฟแบบโฆษณาก็ไม่มี ภาควิชาหนังสือพิมพ์จึงน่าจะดีที่สุด โดยเลือกกันตอนปี 3 พอเห็นว่าเราจะมาทำงานด้านนี้ กอปรกับอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันอยู่แล้ว ตอนปี 1 ก็ช่วยทำ “นิสิตนักศึกษา” ซึ่งตอนนั้นมีชื่อเสียงพอสมควรยุคหลัง 6 ตุลา และช่วงนั้นมีการแย่งชิงการบริหารองค์การนักศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัย ผมก็ไปทำข่าวเลย นั่งรถเมล์ไปทำข่าว สนุกสนาน โดยที่ไม่ต้องลงเรียน ซึ่งต่างจากเด็กสมัยนี้ ถ้าไม่ลงเรียนก็ไม่ทำ
 

มีใครเป็นไอดอล เป็นแบบอย่าง ทำให้อยากดำเนินรอยตาม

ผมเป็นคนแปลก อย่างงานของ เสถียร จันทิมาธร ก็ชอบ สำนวนดี จะเห็นว่านักข่าวมติชนรุ่นผม เวลาเขียนจะเอาแบบวิธีของเสถียร เช่น “โดยพลัน” จะติดมาจากสำนวนของพี่เถียรมากที่สุด เราได้อ่านงานของ อิศรา (อมันตกุล) บ้าง หรือ ศรีบูรพาบ้าง แต่ไม่มากนัก จะเรียกว่าเป็นไอดอลก็ดูสูงเกินกว่าที่เราจะไปถึง เอาเป็นว่าเราทำตามที่เราถนัด บางคนอาจจะมองว่าผมอุดมการณ์มาก แต่จริงๆ ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมคิดว่ามันเป็นวิชาชีพที่เรามีความซื่อสัตย์กับมันพอสมควร พอสมควรหมายความว่า ไม่ถึงกับสุดโต่ง สิ่งที่เราต้องการคือเลี้ยงครอบครัวและได้ทำหน้าที่ตรงนั้นก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องกัดก้อนเกลือกิน ไม่คิดถึงขนาดนั้น
บทเรียนที่คุณได้รับ จากเวลา 20 กว่าปีบนเส้นทางสายนี้ ?

จริงๆ พอเราโตขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราคิดว่าเรามีเสรีภาพเต็มที่สมัยเรียน คือในสมัยเรียนผมทำ “นิสิตนักศึกษา” และสิ่งที่เราทำ เราทำสวนทางกับฝ่ายบริหารของจุฬาฯ มาโดยตลอด คนถูกไล่ที่ คนเช่าที่ร้องเรียน แล้วตอนนั้นมีเรื่องสัมปทานมาบุญครอง 30 ปี เราก็ทำว่ามันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร ซึ่งฝ่ายบริหารโกรธ ก็มาต่อว่าอาจารย์ในคณะ ที่เป็นหัวหน้าภาค ซึ่งอาจารย์ท่านก็ดีมาก ไม่มาพูดอะไรกับเราเลย
พอเราเข้ามาในวงการ เราจะพบว่ามันไม่แตกต่างจากที่ฝ่ายบริหารของจุฬาฯ โกรธ เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า เจ้าของ แม้คุณจะเป็นนักหนังสือพิมพ์เก่าก็ต้องควบคุมอยู่ในกรอบที่เขากำหนด เราไม่มีทางมีเสรีภาพเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้น เราคิดว่าหนังสือพิมพ์ที่เราเข้าไปทำงาน มีเส้นแบ่งในทางวิชาชีพอยู่ แม้จะไม่มีผลประโยชน์ในทางธุรกิจ แต่เมื่อไปถึงจุดๆ หนึ่งที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ก็จะมีเส้นแบ่งชัดเจนว่า คุณต้องทำตามอะไร แต่ผมคิดว่าธุรกิจที่ลงโฆษณาก็น่าจะเข้าใจ หากเราให้ความเป็นธรรมแก่เขา ในการให้ชี้แจงครบถ้วน

แต่ในเวลาต่อมา ยุคสมัยก็เปลี่ยนไป จากที่เคยมีเส้นแบ่ง มันก็ค่อยๆ บางลงเรื่อยๆ จนปัจจุบัน ผมคิดว่าหลายที่หลายแห่ง ซึ่งไม่ต้องบอกว่าที่ไหน มันขาดสะบั้นไปแล้ว อันนี้คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้มา

คุณมีหลักในการเลือกเรื่องที่จะทำอย่างไร

คือคนชอบถามผมว่า ทำไมไม่ทำเรื่องนั้น เรื่องนี้  ผมเองก็ไม่ค่อยมีเวลาอธิบาย คือคุณเป็นนักข่าว หรือเป็นใครก็ตามแต่ เรามีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ทีนี้ผมทำข่าวมาพอสมควร ผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญในทุกเรื่อง ข่าวหลายข่าวที่ผมทำมา ผม find out จากเอกสาร เอาเอกสารมาดู ผมชอบเพราะ หนึ่ง – หากเอกสารชัดเจน มันปฏิเสธไม่ได้ มันดิ้นไม่หลุด ผมจะถนัดตรงนั้นค่อนข้างมาก อันที่สอง – เรื่องที่เราจะทำต้องมีสมมติฐานว่าไปได้ ถ้าเรื่องไหนไปไม่ได้ เราก็ไม่อยากทำ อันที่สาม – ผมคิดว่าจะไม่ทำเรื่องซ้ำ กับที่คนอื่นทำ คนอื่นเขาทำเยอะแยะแล้ว จะทำไปทำไม โดยเฉพาะเรื่องข่าวในทางสืบสวน  อย่างยุคหนึ่ง ทำเรื่องอภิสิทธิ์หนีทหาร ทำไมไม่ทำ หรือทำไมไม่ตั้งคำถามกับองคมนตรีบ้าง ก็คุณถามแล้ว คุณจะให้ผมถามทำไม คุณทำแล้วคุณก็ทำต่อไปสิ คุณทำได้ดีกว่าผมอีก
ตั้งแต่ที่ผมทำมา ซึ่งขอบอกก่อนนะว่า ผมไม่ได้ทำคนเดียว แต่เราทำกันเป็นทีม อย่าง ทุจริตเครื่องราชฯ สปก. ปิคนิค ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ซุกหุ้น 45 ล้าน ขายหุ้น 13,000 ล้าน หรืออื่นๆ ถ้าทำเรื่องย้อนรอย ผมสามารถเอาเอกสารเก่าๆ มาทำได้ ส่วนเรื่องใหม่ๆ อย่างเรื่องศาลปกครอง ที่กำลังวุ่นๆ หรือเรื่องที่มีคนส่งเอกสารมาให้เราดู หรือเราหาเอกสารมาจนได้  อย่างนี้เราทำได้ … แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง ถ้าคุณไม่มีความเชี่ยวชาญในสายกระทรวงนั้นๆ มันไม่ใช่อยู่ดีๆ เราลุกไปทำเรื่องอะไรก็ได้ มันไม่ใช่ง่าย การจะได้เอกสารหรือได้แหล่งข่าวลึกๆ ดีๆ มันไม่ง่ายหรอก

สังเกตได้ว่า คนมักจะมองในสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ หรือมองว่าคนนั้นสีโน้นสีนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ ในการเลือกเรื่อง ผมมองจากเรื่องที่เราถนัด คนอื่นไม่ทำ และเรื่องที่เราคิดว่ามันจะนำไปสู่การคลี่คลายจนมีคำตอบในระดับใดระดับหนึ่ง

ให้น้ำหนักกับเอกสาร เพราะคุณมีเอกสารลับเป็นจำนวนมาก ?

ไม่มีครับ รู้มั้ย อย่างเรื่องซุกหุ้น กับ บีซีซี เอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารเปิดเผย เพียงแต่คุณเอามาปะติดปะต่อ อย่างเอกสารหลักที่เชื่อมโยงนายราเกซ (สักเสนา) มาจากกรมทะเบียนการค้า ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกรมพัฒนาธุรกิจ เพียงแต่ว่าสมัยก่อน คอมพิวเตอร์ยังไม่ก้าวหน้า เราต้องไปยื่นขอเอกสาร เอารายชื่อคนถือหุ้นมาเรียงกัน

อย่างเอกสารซุกหุ้นทักษิณ ชื่อคนใช้ บุญชู (เหรียญประดับ) ดวงตา (วงศ์ภักดี) ชัยรัตน์ (เชียงพฤกษ์) ทั้งหมดเนี่ย อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสิ้น ผมไปเจอคลิกหนึ่งว่า เฮ้ย ! บุญชู เป็นคนใช้ คราวนี้มันเปิดหมดเลย คุณไปหาที่ไหนก็เจอชื่อบุญชู เป็นกรรมการ เอสซีแอสเสท (เก่า) เจอบุญชู ถือหุ้นไทยคม เยอะแยะไปหมด เพียงแต่คุณต้องรู้จักเชื่อมโยง และดูงบการเงินให้เปิด

อย่างเรื่องอีเมลฉาว (วิม) นี่ทำได้เยอะเลย แต่ไม่มีสื่อไหนตาม เพราะกลัวกระทบตัวเอง และกลัวด้วยเหตุสารพัด จริงๆ มีเรื่องตามได้เยอะ เคยรู้มั้ยตีกอล์ฟสนามไหน ไม่เคยมีคนถาม  ถ้ามีจริง เคยไปตามแคดดี้มั้ยว่า มาตีจริงรึเปล่า ขาประจำแคดดีต้องจำได้ ข่าวนี้ไม่เกี่ยวกับการฟัดกันเองในวงการสื่อมวลชน แต่ถ้าทำดีๆ เป็นการจัดเลี้ยงระหว่างการหาเสียงใช่มั้ย ผิดพรบ.ฯ มีความผิดถึงขั้นยุบพรรค มีผลต่อคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์

การรายงานข่าว investigative เป็นจุดเด่นของคุณ คิดว่ารายงานข่าวลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างไร เพราะดูเหมือนเวลานี้จะมีข่าวแบบนี้น้อยลง

น้อยลงหรือไม่ ผมไม่อยากวินิจฉัยเพราะขึ้นอยู่กับหลายๆ อย่าง แต่ทำไมเราต้องทำเรื่องแบบนี้ จริงๆ แล้ว ข่าวลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งคำถาม ถ้าเราตั้งคำถามอย่างมีเหตุมีผล มีตรรกะที่ดี มันจะนำไปสู่การหาคำตอบ

ยกตัวอย่างง่ายๆ คำถามแบบนี้ มันจะนำไปสู่การหาคำตอบได้หลายๆ อย่าง อาจจะไม่ลึกซึ้งแบบอาจารย์นิธิ (เอียวศรีวงศ์) ผมไม่มีความสามารถขนาดนั้น แบบเอาไปใช้ในทางสังคมได้ เราถูกคณะกรรมการตรวจพิจารณาหรือเซ็นเซอร์ห้ามฉาย “แมลงในสวนหลังบ้าน” ขณะเดียวกัน เราเกิดละคร “เรยา” ขึ้นมา เรามาโวยวาย หลังจากเรยามาฉาย ละครเรยาหรือแบบเรยาไม่มีการกำกับดูแลก่อนเผยแพร่ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่า การกำกับดูแลก่อนเผยแพร่ขั้นตอนแบบไหน ถูกหรือผิดนะครับ ละครแบบเรยาไม่มีการกำกับดูแลก่อนเผยแพร่ ทั้งๆ ที่พอเอาเรยาเข้าจอทีวีปุ๊บ พรึ่บกระจายออกไปทั่วประเทศ ทำไมไม่มีการกำกับดูแล แต่มากำกับดูแลหลังมีคนโวยวาย คือให้สังคมกำกับดูแล และไม่มีกฎหมายใดเล่นงานเรยาได้ด้วย

ขณะที่  insects in the backyard เป็นตลาดเฉพาะ หมายความว่าหากทำดีวีดีขาย ก็ขายตามร้านหรือฉายในโรง ก็ต้องควักสตางค์ซื้อ ทำไมไม่มีการกำกับดูแลก่อนฉาย หลังจากเกิดเรื่องนี้ มีใครตั้งคำถามประเด็นนี้มั้ย ทำไมไม่มีการนำมาพูดกัน พวกที่อยากมีเสรีภาพในการแสดงออกอย่าง insects ก็โวยวาย แต่ไม่ตั้งคำถามกับระบบว่า ในแง่การเผยแพร่มันมี 2 มาตรฐานอยู่รึเปล่า เรามาทำกันดีมั้ย ถ้าสังคมไทยตั้งคำถามแบบนี้ มันจะเป็น investigative ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องทุจริต พวกนี้ก็ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

ส่วนที่ถามว่าตอนนี้ข่าวแบบนี้น้อยลง น้อยลงเพราะเราไม่รู้จักตั้งคำถามรึเปล่า หนึ่ง – อยู่ที่ตัวนักข่าว ต้องเริ่มจากการตั้งคำถาม สอง – นโยบายของกองบรรณาธิการ ให้หรือไม่ ยิ่งถ้าเกิดเป็นข่าวเชิงขุดคุ้ยให้เกิดการกระทบอย่างรุนแรง ส่งผลต่อผลประโยชน์ที่เจ้าของสื่อควรมี เขาจะให้หรือเปล่า อันนี้ต้องไปดู

เหตุผลที่คุณไปเรียนต่อนิติศาสตร์ภาคบัณฑิตที่ธรรมศาสตร์ เกี่ยวข้องกับงานสื่อหรือไม่

พอเราทำงานด้านนี้มากๆ เราได้ใช้กฎหมายมากขึ้น แต่การใช้ของเรา ก็แบบอ่าน แต่ไม่เข้าใจเบื้องหลังตัวบท ช่วงหลังๆ ตอนที่ย้ายจากประชาชาติมามติชน พอเราลาออกจาก บก.บห. งานก็ไม่มาก ไม่ใช่ day to day เราอยากจะทำก็ทำ ก็มีเพื่อนรุ่นพี่ คุณโอภาส เพ็งเจริญ ไปเรียนกฎหมายอยู่และจบเนฯ ก็ชวนให้ผมไปเรียน พอเสร็จก็พบอาจารย์สุรพล (นิติไกรพจน์) ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นอธิการบดี ก็ตัดสินใจเรียนตอนปี 47 ทำให้ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ทำให้เรารู้ระบบกฎหมาย เข้าใจเรื่อง ตอนทำข่าวขายหุ้นชินฯ ปี 49 ยังเรียนอยู่ ก็เรียนเรื่องหุ้นส่วนบริษัท เวลาเรารู้เรื่องหุ้นส่วนบริษัทก็รู้แบบลวกๆ แบบคนทั่วไป ไม่รู้ถึงระบบ ไม่รู้ว่าหุ้นบุริมสิทธิ แตกต่างจากหุ้นสามัญอย่างไร เรื่องสิทธิประโยชน์
วันนั้น พอขายหุ้นชินฯ ปั๊ป มี “กุหลาบแก้ว” โผล่ออกมา มีคุณพงศ์ (สารสิน) ถือหุ้นใหญ่ แต่กลับมีเสียงน้อย เราก็งงๆ อยู่ แต่คนที่รู้เรื่องกฎหมายจะเข้าใจได้ พอดีอาจารย์โทร.มาเลย นี่ประสงค์ ไปดูสิ กุหลาบแก้วต้องเป็นแบบนี้แน่นอน คือคุณพงศ์ ถือหุ้นใหญ่ แต่เป็นหุ้นบุริมสิทธิ ส่วนถือหุ้นข้างน้อยเป็นหุ้นสามัญ คือหุ้นบุริมสิทธิจะได้เงินปันผลก่อนเท่านั้น แต่การออกเสียงจะน้อย พอไปค้นก็จริง แม้คุณพงศ์จะมีหุ้นมากกว่าแต่ออกเสียง สู้เสียงคนถือหุ้นน้อยกว่าไม่ได้ ผมถึงเขียนว่า บริษัทไทยหัวใจสิงคโปร์ โดยอธิบายเรื่องหุ้นบุริมสิทธิให้ฟัง นี่คือประโยชน์มหาศาลของการเรียนกฎหมาย

คิดอย่างไรกับความศรัทธาต่อวิชาชีพของคนทำงานสื่อ

ผมว่าเราควรจะรักสิ่งที่เราทำอย่างจริงจังนะ ถ้ารักสิ่งที่เราทำ ศรัทธาก็จะเกิดขึ้นเอง แต่ศรัทธาต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจว่า ภาระหน้าที่หลักของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนนั้น มีภารกิจหลักอะไร
อย่างแรกสุด คงต้องเข้าใจก่อนว่า การซื่อสัตย์ซื่อตรงกับวิชาชีพหมายความว่าอย่างไร ผมไม่ได้หมายความว่ามันต้องสุดโต่ง ยอมติดคุก กัดก้อนเกลือกินขนาดนั้น แต่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่พอสมควร ซึ่งหากเราเข้าใจตรงนั้น มันก็จะมีเส้นรองรับที่ไม่ให้เราทำอะไรเกินเลย แต่เราก็ต้องเรียนรู้หลายอย่าง เพราะบางทีมันอาจจะสับสนมาก

เมืองไทยมันอาจจะแปลก คือเขาเชิญเราไปทำข่าวต่างประเทศ ถ้าอย่างเคร่งครัดเลย ไป-ไม่ไป ต้องออกเอง แล้วสภาการหนังสือพิมพ์ ถ้าผมจำไม่ผิด ก็ออกนโยบายว่า ถ้าเชิญไปทำข่าวต่างประเทศก็ไปได้โดยทุนของเขา แต่อย่าเรียกร้องอะไรเพิ่ม หรือไปรับอะไร เราก็สอนเด็กรุ่นใหม่ว่า เฮ้ย ! อย่าไปรับเบี้ยเลี้ยงนะ เพราะเรามีเบี้ยเลี้ยงพอสมควร หรืออย่างน้อยคุณก็ควรมีค่าใช้จ่ายระดับหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ การจ่ายพ็อกเก็ตมันนี่ หลังจากที่ไปกับบริษัท ผมเข้าใจว่า บางที่แทบจะเป็นเรื่องปกติ อันนั้นก็เรื่องหนึ่ง ทีนี้ ถ้าเราไม่พูดกับเขาให้ชัดเจน เขาก็จะบอกว่า อ้าว ! คนอื่นรับได้ ฉันก็รับได้ บางคนแก่กว่าฉันยังรับเลย ตรงนี้ แม้เราพูดถึงการซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ แต่ถ้าเขาไม่เห็นว่าสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่เกินขอบเส้นแบ่งไปแล้ว เขาก็จะรับ

บางคนถือว่าเป็นนักข่าวใหญ่ สื่อมวลชนใหญ่ เขาให้ economy class ไม่พอ ขอเลื่อนเป็น business class จัดงานเลี้ยงปีใหม่ แต่ก่อนโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องใหญ่ เดี๋ยวนี้การจับของขวัญ ได้ไอโฟน โอ๊ย กลายเป็นเรื่องธรรมดา แม้สภาการหนังสือพิมพ์จะพยายามออกหนังสือเวียน ซึ่งมันก็เหมือนกับนั่งเทศน์ว่า มึงอย่าละเมิดศีลห้านะ ก็ละเมิดอยู่ทุกวัน

เรื่องจริยธรรมของสื่อ หลายคนวิจารณ์สมาคมวิชาชีพว่าเหมือนเสือกระดาษ ไม่ได้ออกมาเทคแอ็คชั่น หรือแม้กระทั่งไม่ได้ออกมาปกป้องสื่อที่ถูกคุกคาม บางส่วนของข้อกล่าวหาดูเหมือนจะพาดพิงถึงคุณเช่นกัน

อย่างที่บางคนเขียนเหรอ ผมคิดว่า เขาเข้าใจผิดและวิจารณ์อย่างมีอคติ คนที่วิจารณ์พูดถึงเรื่องหนึ่ง คือ (มาตรา) 112 ซึ่งผมเองก็ไม่เคยพูดว่าไม่ต้องทำอะไร  แต่จะทำอย่างไรต้องมานั่งเถียงกัน

อันที่ 2 ผมถามหน่อยเถอะ นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิพากษ์วิจารณ์มั้ยในเรื่องที่เราพูดกัน แล้วใครทำอะไรนิธิได้ มันคือศิลปะ เรารู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สังคมไทยรับไม่ได้ จึงต้องมีศิลปะ และมีข้อเสนอแนะ อย่างอาจารย์นิธิ พวกที่โดนทั้งหลาย ลองไปดูสิว่า วิจารณ์อย่างไม่มีอคติอย่างอาจารย์นิธิหรือเปล่า ไปดูเลย บรรดาคนที่โดนทั้งหลาย อาจจะมีอุบัติเหตุบ้าง อย่าง จีรนุช (เปรมชัยพร บก.เว็บประชาไท) แต่ผมก็พูดกับจีรนุช ว่าต้องแก้ ส่วนกระบวนการบังคับใช้ เรื่องบทคุ้มกันผมก็พูดไปแล้ว ส่วน Red News ทุกคนรู้ได้ว่าเนื้อหาเกินเลยรึเปล่า เหมือนมีคนด่าแม่เรา เรายังไม่พอใจเลย

เรื่องผมเป็นนายกสมาคมฯ แล้วประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เลวร้าย ผมเป็นคนทำเหรอ เราเป็น factor สำคัญหรือเปล่า เขาบอกว่าช่วงนั้นมีการปิดอินเตอร์เน็ตตั้ง 3 หมื่นกว่าเว็บ ไปดูสิว่าที่ถูกปิด เป็นเรื่องอะไร แล้วพวกนี้โดยปิดด้วยข้อหา 112 ใช่มั้ย แล้วเอาพวกนี้มาจัดอันดับ มันเกี่ยวกับเราอย่างไร

ทีนี้ มันเป็นเกมอย่างหนึ่ง ถ้าผมวิเคราะห์นะครับ พวกนี้รู้อยู่แล้วว่า ทำอย่างนี้ต้องถูกปิดเว็บ ทำไป ก็ไล่ปิด ไล่ปิด รัฐไทยก็เซ่อ ตอนนี้อาจจะถึง 5 หมื่น ถึงแสนแล้วที่ก็ได้ การไล่ปิดเว็บ มันหมู ที่บอกว่าประเทศไทยมีการปิดเว็บมากที่สุด มันก็จริง ที่บอกว่าประเทศไทยตกต่ำที่สุด ก็มาจากเรื่องเว็บอย่างเดียว ส่วนเรื่องสื่อที่รัฐคุกคาม ก็คุกคามเป็นปกติ ใครมีอำนาจก็ไปคุกคามทีวีที่เป็นของรัฐ อย่าบอกว่าใครไม่ทำ พอถามว่ามีหลักฐานมั้ย ก็เงียบกันหมดทุกคน ก็สั่งกันแบบไม่มีลายลักษณ์อักษร
คุณคิดว่าสื่อในแง่ปัจเจกบุคคลที่ต้องทำงานในองค์กรสื่อที่เลือกข้าง คนทำงานสื่อเหล่านี้จะดำรงเสรีภาพในการทำงานได้อย่างไร
ลำบาก ผมคิดว่าเราต้องหลักให้ได้ก่อนว่า ตัวเราเองจะต้องทำงานอย่างไร และมีเป้าหมายแค่ไหน ถ้าเรามีเป้าหมาย เราก็จะทำงานต่อไปได้ แต่อย่างว่าเมื่อองค์กรสื่อเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และไม่มีเส้นแบ่งที่พอดี ปัญหาแบบนี้เราจะทำอย่างไรกับมัน ผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะมาพูดถึงอนาคตของนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ อย่าลืมว่า เราอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากการปรับตัวของธุรกิจของสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย รู้ว่าอนาคตของเราไม่สุกใส

ในอเมริกา อินเตอร์เน็ตขยายตัว อัตราการใช้ 80-90 เปอร์เซนต์ รวมถึงเกาหลี ญี่ปุ่น พวกนี้ยอดหนังสือพิมพ์ตกมหาศาล รายได้จากสื่อสิ่งพิมพ์ตกอย่างรุนแรง ที่เคยมีสำนักงานตัวแทนคอเรสพอนเดนท์อยู่ในต่างแดนก็เลิกหมด แม้กระทั่งทีวีเองในอเมริกา ก็ตก เพราะคนหันไปเสพสื่อเฉพาะมากขึ้น
แต่ประเทศไทยมีคนใช้อินเตอร์เน็ต 21-22 ล้านราย หากคิดเป็นจำนวนคนอาจจะไม่ถึง 21-22 ล้าน คิดเป็นอัตราส่วนคงไม่ถึง 30 เปอร์เซนต์ของประชากร สอง – ค่าใช้แพง สาม ข ประสิทธิภาพต่ำ แต่ถ้ามี 3G เกิดขึ้นในปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า แล้วมีการกระจายตัว สักแค่ 50 เปอร์เซนต์รวมถึงวิถีชีวิตของคนอายุ 30 ลงไปที่แทบไม่แตะหนังสือพิมพ์ ผมคิดว่ารายได้หลักจากสื่อสิ่งพิมพ์หมดแน่
ผมเห็นโฆษณาตัวหนึ่งของไทยประกันชีวิต ผมเพิ่งเห็นในทีวีเมื่อวันก่อน แต่ยิงในยูทูปมาตั้งแต่ 26-27 กรกฎา ผมเข้าใจว่าคนที่ยิงคือบริษัทไทยประกันนั่นแหละ มีคนดูเท่าไหร่ 7 แสน 4 หมื่น แล้วมันมีหลายคลิปด้วย รวมแล้วผมว่าเป็นล้าน หมายความว่า ต่อไปเรื่องอะไรธุรกิจจะต้องเสียค่าโฆษณาให้สื่อกระแสหลัก ผมทำหนังดีๆ สักเรื่อง ผมยิงเข้าโซเชียลมีเดีย ผมประหยัดค่าโฆษณาไปเท่าไหร่ คนดูเป็นล้านๆ ครั้ง

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พูดกันว่าเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้ ตามมาด้วยวิวาทะเรื่องนักข่าวแท้-เทียม คุณมองเรื่องนี้อย่างไร
ขึ้นอยู่ว่าคุณมองนักข่าวหมายถึงผู้ประกอบวิชาชีพด้านสื่อสารมวลชนหรือไม่ ถ้านิยามตามความหมายนี้ก็ไม่ใช่อยู่แล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพ สำคัญที่สุดคือเรื่องของความเชี่ยวชาญในการรายงานข่าว หรือนำเสนอข้อมูลสู่สาธารณะ อย่างที่สอง ต้องมีจรรยาบรรณหรือหลักจริยธรรม แต่คนที่ไม่เป็นนักข่าว จะไม่เข้าใจตรงนี้ พูดเรื่องอะไรก็ได้ รู้เรื่องนี้ก็โพสเลย
นักข่าวต้องรู้ตรงนี้ รู้ว่าการเขียนอะไรออกไป ต้องผ่านการกลั่นกรอง และแน่ใจว่านั่นเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่เขาเล่าว่า แล้วพอทวีตบ่อยๆ มันก็ผิด แล้วพอเขาทวีตมา เราไปรีทวีตก็ผิด หากเป็นเรื่องทั่วๆไป ลมฟ้าอากาศก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องอ่อนไหวมากๆ ทำได้มั้ย อย่างมีคนรีทวีตมาว่า นาย ก. เสียชีวิต ที่เป็นบุคคลสำคัญ หากเป็นคนธรรมดา ก็อาจจะรีทวีตไปแล้ว แต่เป็นคนที่ฝึกฝนมา ก็ต้องเช็คก่อนว่ามันจริงรึเปล่า
อีกอย่าง นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่เก่ง ด่าแม่คนไม่ถูกฟ้องหมิ่นประมาท แล้วชนะ แต่คนทั่วไปด่าแม่คน ติดคุกหมดเลย อย่างที่คุณเห็น ถ้าเปรียบเทียบ ก็ อ.นิธิ นี่แหละ มืออาชีพ วิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นระบบ เข้าใจลึกซึ้ง ไม่มีปัญหา ขณะที่คนอื่นพูดเรื่องเดียวกัน โดนคดี  เรียกว่าเนียนกว่า ไม่ใช่เราไปละเมิดเขาดุ้นๆ ต้องมีเหตุมีผล มีตรรกะ.

www.bangkokbiznews.com

No tags for this post.
Tags :

หนังสือ

หนังสือ คำถามที่ ''ยิ่งลักษณ์'' ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้

วางแผงแล้ว !!

คำถามที่ "ยิ่งลักษณ์" ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้ สำหรับใครที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ 3 ช่องทางดังนี้
1.หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป
2.สั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ 3.โทรศัพท์: 081-634-7826 (คุณเล็ก)

Popular Posts

เปิดกรุพระ“การุณ โหสกุล”หลวงพ่อดังเพียบ ปั้นราคาองค์เดียว 8 ล้าน
เปิดกรุพระ“การุณ โหสกุล”หลวงพ่อดังเพียบ ปั้นราคาองค์เดียว 8 ล้าน...
: ค้นความจริงปมเงินง... 0 comment(s) | 149138 view(s) | by admin | posted on August 1, 2012
ด่วน!ตรวจแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล3ระดับ โดยTeam Group
ด่วน!ตรวจแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล3ระดับ โดยTeam Group...
: พื้นที่เสี่ยงระดับ ... 3 comment(s) | 76502 view(s) | by admin | posted on October 12, 2011

Tags