Home » เศรษฐกิจ

ดีเอสไอเรียก“ชาตรี-ชาติศิริ”7 บิ๊ก ธ.กรุงเทพรับข้อกล่าวหาคดีปล่อยกู้นอมินี“คีรี”120 ล.

Author by 27/03/12No Comments »
 

ดีเอสไอเรียก“ชาตรี-ชาติศิริ โสภณพนิช”กับ7 บิ๊กแบงก์กรุงเทพรับข้อกล่าวหาคดี”ปล่อยกู้ให้นอมินี“คีรี  กาญจนพาสน์”120 ล้านเพื่อนำเงินกลับมาจ่ายดอกเบี้ยคืนธนาคาร  “ธาริต”รับครบกำหนดนัดที่ 29 มีนาคมนี้

นายชาตรี- นายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กับผู้บริหารธนาคารกรุงเทพรวม 8 คนถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีในข้อหาทำผิดตามกฎหมายพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และถูกเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่สัปดาห์ก่อน

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555 ถึงกรณีผู้ถือหุ้นสองรายของธนาคารกรุงเทพเข้าร้องเรียนกับดีเอสไอว่า คณะกรรมการธนาคารกรุงเทพถูกกล่าวโทษ ว่าทำผิดตามกฎหมายพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ทำให้ธนาคารฯในฐานะที่เป็นบริษัทจำกัดมหาชนได้รับความเสียหาย และทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายว่า สำนักการเงินการธนาคารได้ทำการสืบสวนมาระยะหนึ่งและพบคดีมีมูลจึงมีคำสั่งอนุมัติรับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษตามบัญชีแนบท้ายตามพระราชบัญญัติคดีพิเศษ และได้ออกหมาย เรียกนายชาติศิริ โสภณพนิช พร้อมพรรคพวกอีก 8 คนมารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และจะครบกำหนดนัดในวันที่ 29 มีนาคมนี้

นายธาริตกล่าวว่า สาระสำคัญของการร้องเรียน ระบุว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2540 ธนาคารกรุงเทพ ปล่อยเงินกู้ 120 ล้านบาทให้แก่ลูกค้ารายหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของธนาคารกรุงเทพ และกระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่ธนาคาร อีกทั้งลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความอันสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของธนาคาร ทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบันหรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง ซึ่งการอนุมัติของที่ประชุมกรรมการบริหารทั้ง 9 คนเป็นความผิดตามมาตรา 307, 311 และ 312 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

นอกจากนี้หนังสือร้องเรียนยังระบุด้วยว่า การปล่อยเงินกู้ให้ลูกหนี้รายหนึ่ง (ซึ่งเป็นลูกน้องของนายคีรี กาญจนพาสน์ )ของกรรมการบริหารชุดดังกล่าวนั้น ไม่มีการสอบประวัติหรือปรากฎข้อมูลว่า ลูกหนี้คนนี้เป็นลูกค้าของธนาคารหรือไม่ อีกทั้งไม่มีประวัติการทำงานหรือฐานะทางการเงินหรือทรัพย์สิน ไม่มีรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ในการชำระเงินกู้และดอกเบี้ยคืน อีกทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารผู้ปล่อยกู้ก็ไม่ได้สอบถามว่า ผู้กู้จะเอาเงินไปทำอะไร มีความสามารถที่จะชำระหนี้คืนหรือไม่ มีเพียงคำเสนอขออนุมัติสินเชื่อของผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขาตรอกจันทน์ว่า เงินกู้ 120 ล้านบาท โดยใช้ที่ดินจำนวน 4 แปลงของบุคคลหนึ่งเป็นหลักประกัน โดยเจ้าของที่ดินได้เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ไม่มีการประเมินราคาที่ดินทั้ง 4 แปลงนี้ว่า คุ้มกับหนี้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.or )รายงานว่า คดีดังกล่าว นางนันทนา ชุณหสวัสดิกุล อายุ 54 ปี ขอร้องทุกข์กล่าวโทษและยื่นคำร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้ กสพ. มีมติให้คดีความผิดทางอาญาตามคำร้องนี้เป็นคดีพิเศษ และดำเนินการสอบสวนและฟ้องร้องผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย

ผู้ถูกนางนันทนากล่าวโทษ  ได้แก่  นายชาตรี โสภณพนิช (“ผู้ถูกร้องที่ 1”) เป็นประธานกรรมการบริหาร, นายดำรงค์ กฤษณามระ (“ผู้ถูกร้องที่ 2”) เป็นรองประธานกรรมการบริหาร,นายปิติ สิทธิอำนวย (“ผู้ถูกร้องที่ 3”)  เป็นรองประธานกรรมการบริหาร, นายเดชา ตุลานันท์ (“ผู้ถูกร้องที่ 4”) เป็นกรรมการบริหาร, นายชาติศิริ โสภณพนิช (“ผู้ถูกร้องที่ 5”) เป็นกรรมการบริหาร, นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ (“ผู้ถูกร้องที่ 6”) เป็นกรรมการบริหาร, นายวิระ รมยะรูป (“ผู้ถูกร้องที่ 7”) เป็นกรรมการบริหาร และนางวรรณสุดา ธนสารนาต (“ผู้ถูกร้องที่ 8”) เป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตรอกจันทน์

หนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ผู้ถูกร้องทั้งแปดในคดีนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองและเพื่อนายคีรี  กาญจนพาสน์ ซึ่งเป็นลูกหนี้ค่าดอกเบี้ยสินเชื่อของธนาคารฯ จำนวนเงินประมาณ 112,000,000 บาท ซึ่งมีกำหนดจะต้องชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวแก่ธนาคารฯ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ได้ร่วมกันวางแผนและสมคบกันกระทำการอันผิดหน้าที่และความรับผิดชอบของตนโดยทุจริต และเป็นการฝ่าฝืนและผิดต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505  ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โดยธนาคารฯ และผู้ถูกร้องทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและเป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารฯจะต้องปฏิบัติตามและจะต้องไม่กระทำการฝ่าฝืน โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540  ผู้ถูกร้องที่ 8 ได้เสนอต่อผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงที่ 7 และผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ได้ร่วมกันใช้อำนาจในฐานะกรรมการบริหารของธนาคารฯ อนุมัติให้ธนาคารฯ   ปล่อยสินเชื่อประเภทเงินกู้ให้แก่  นายวิเชษฐ บัณฑุวงศ์ เป็นจำนวนเงินถึง 120,000,000 บาท โดยการให้สินเชื่อดังกล่าวได้กระทำไปโดยผู้ถูกร้องทั้งแปดรู้ดีว่าเป็นการให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้  ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยลงวันที่ 4 ตุลาคม 2532  เรื่องการให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้   เป็นการให้สินเชื่อที่ไม่มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้รับสินเชื่อ ให้สินเชื่อโดยไม่มีการวิเคราะห์หรือประเมินฐานะ  หรือความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ให้สินเชื่อโดยมีหลักประกันแห่งหนี้ต่ำกว่าวงเงินสินเชื่อกว่าหนึ่งเท่าตัว ไม่มีการประเมินราคาหลักประกันก่อนให้สินเชื่อ ให้สินเชื่อโดยผู้รับสินเชื่อไม่เคยเป็นลูกค้าและไม่เคยมีบัญชีเงินฝากกับธนาคาร ไม่เคยติดต่อค้าขายกับธนาคาร ให้สินเชื่อโดยผู้รับสินเชื่อไม่เคยขอสินเชื่อจำนวนดังกล่าวจากธนาคารฯมาก่อน  ให้สินเชื่อโดยอนุมัติให้ปล่อยสินเชื่อจำนวนถึง 120,000,000 บาทไปก่อนที่จะจดทะเบียนจำนองหลักประกัน เป็นการให้สินเชื่อที่กรรมการของธนาคารพาณิชย์ผู้ประกอบการค้าด้วยความระมัดระวังและซื่อสัตย์สุจริตไม่พึงกระทำ

ยิ่งกว่านั้น การอนุมัติให้สินเชื่อจำนวน 120,000,000 บาทแก่นายวิเชษฐ บัณฑุวงศ์ ยังเป็นการให้สินเชื่อโดยผู้ถูกร้องทั้งแปดรู้ดีอยู่ก่อนแล้วว่า นายวิเชษฐ บัณฑุวงศ์ เป็นเพียงบุคคลที่นายคีรี กาญจนพาสน์ อุปโลกน์หรือเชิดขึ้นมาเป็นผู้ขอกู้เงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารฯ เพื่อที่เมื่อนายวิเชษฐ บัณฑุวงศ์ได้รับเงินกู้จำนวน 120,000,000 บาทจากธนาคารฯ แล้ว นายวิเชษฐ บัณฑุวงศ์จะส่งมอบเงินกู้จำนวนนั้นให้แก่นายคีรี กาญจนพาสน์ เพื่อให้นายคีรี กาญจนพาสน์ นำเงินจำนวนนั้นไปชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยที่นายคีรี กาญจนพาสน์จะต้องชำระแก่ธนาคารฯ ในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เป็นการนำเอาเงินของธนาคารฯ ไปใช้หนี้ให้แก่ธนาคารฯเอง โดยไม่มีเงินค่าดอกเบี้ยรับเข้าจริง เป็นการให้สินเชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดทรัพย์สินที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ออกจากบัญชีหรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้เมื่อสิ้นงวดบัญชีในรอบระยะเวลาหกเดือน ตามมาตรา 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505  ซึ่งถือว่าเป็นการตกแต่งบัญชี  เป็นการทำบัญชีเท็จและเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505

ต่อมาปรากฏว่า นายวิเชษฐ บัณฑุวงศ์ ได้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากเงินกู้จำนวน 120,000,000 บาท ให้แก่ธนาคารฯ รวมทั้งได้ผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระเงินต้นจำนวน 120,000,000 บาทให้แก่ธนาคารฯ ทำให้ธนาคารฯ ได้รับความเสียหาย และต้องฟ้องร้องนายวิเชษฐ บัณฑุวงศ์ ต่อศาลล้มละลายกลางในคดีหมายเลขดำที่ 569/2544 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2544 แต่ธนาคารฯ ก็ต้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าวไปในเวลาต่อมาในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว โดยไม่สามารถที่จะบังคับชำระหนี้จากนายวิเชษฐ บัณฑุวงศ์ได้

“การกระทำตามข้อนี้ของผู้ถูกร้องทั้งแปดจึงเป็นความผิดตามมาตรา 307 และ 311 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535”หนังสือร้องเรียนระบุว่า

 

 

Tags: , , , , , ,

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

93 queries. 0.233 seconds. | Prasong theme by TaroRoot