Home » บทความ, สังคม

บันทึก 30 พค. 2555 สวัสดีผู้ป่วย

Author by 26/06/12No Comments »
 

ภาพจากนิตยสารสารคดี

โดย นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ;http://www.gotoknow.org/blogs/posts/489702

  การสวัสดีผู้ป่วย

                ตอน ที่เรียนจบแพทย์ใหม่ๆ  ผมไม่เคยสวัสดีผู้ป่วยเลย พยายามนึกย้อนหลังก็ไม่แน่ใจว่าอาจารย์ไม่สอนหรือสอนแล้วเราไม่จำกันแน่  อย่างไรก็ตามไม่ใช่ผมคนเดียวที่ไม่สวัสดีผู้ป่วย สังเกตว่าเพื่อนร่วมงานเมื่อปี พ.ศ.2526 ก็ไม่มีใครสวัสดีผู้ป่วยเช่นกัน

                คุณพ่อของผมป่วยด้วยเส้นเลือดสมองข้างซ้ายแตกเป็นก้อนเลือดขนาดใหญ่ประมาณปี พ.ศ.2535  ตอนที่ผมไปเยี่ยมคุณพ่อที่โรงพยาบาลมีแพทย์ประจำบ้านมาตรวจร่างกายท่าน  คุณหมอไม่ได้มองหน้าผม ไม่ได้สวัสดีผู้ป่วย เข้ามาถึงก็ตรวจร่างกายตามระบบเงียบๆ เสร็จแล้วก็เดินจากไปไม่พูดจา  ก่อนหน้าที่ผมจะไปเรียนจิตเวชศาสตร์ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเมื่อปี พ.ศ.2529 ผมก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน

                ตอน ที่เป็นแพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา  เพียงสัปดาห์แรกของการเรียนและการทำงาน อาจารย์ก็สอนให้สวัสดีผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยเดินเข้ามาในห้อง ถ้าเป็นผู้ป่วยใหม่ ให้สวัสดีครับและแนะนำว่าผมชื่อหมออะไรให้เรียบร้อยก่อนจะสนทนาต่อไป  ถ้าเป็นผู้ป่วยเก่า ให้สวัสดีครับทุกครั้ง  ถ้าเราเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาผู้ป่วยที่ข้างเตียง ห้องพัก หรือใต้ต้นไม้ ก็ต้องสวัสดีครับทุกครั้ง

                คำสอนนั้นชัดเจน  ผมทำตามเสมอมาจนถึงทุกวันนี้

                การสวัสดีผู้ป่วยเป็นการให้เกียรติ  ในกรณีผู้ป่วยจิตเวช เขาจะรับรู้ว่าเขากำลังพบแพทย์ที่พร้อมจะพูดคุยกับเขาหรืออย่างน้อยก็พบ แพทย์ที่จะดูแลเขา “ในรูปแบบที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อน” การสวัสดีผู้ป่วยจึงเป็นทั้งมารยาทที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อการรักษาในอนาคต

                นอก เหนือจากนี้การสวัสดีผู้ป่วยยังเป็นการเตรียมตนเอง  การรักษาโรคทางกายว่ายากแล้วการรักษาโรคทางใจยากกว่ามาก  การสวัสดีผู้ป่วยกลับเป็นประโยชน์แก่ตัวผมเองคือเตือนให้ตัวเองระลึก เตรียมพร้อม และเตรียมรับมือปัญหาสารพันที่คาดไม่ถึงนับจากนี้  การสวัสดีทำให้ใจผมเองเป็นฝ่ายสงบ

                ผมสวัสดีผู้ป่วยมาเรื่อยๆจนเป็นมาตรฐาน มิใช่จนเป็นนิสัย การสวัสดีเป็นมาตรฐานการแพทย์ที่ดี เป็นgood practice มิใช่ทำจนชินเป็นนิสัยไม่มีความหมายอะไรในคำพูดนั้น  การสวัสดีทำให้ตัวผมเองที่ถูกเตือนให้ธำรงตัวอยู่ในสถานะแพทย์คืออนุญาตให้ สัมพันธ์กับผู้ป่วยได้ในเชิงรักษาเท่านั้น เรียกว่าสร้าง therapeutic relation แปลว่าความสัมพันธ์เชิงรักษา  แม้ว่าเราจะอยู่ในสถานะเหนือกว่าเพราะเป็นแพทย์ เราก็เท่าเทียมกับผู้ป่วยในสถานะความเป็นมนุษย์ด้วยกันนั่นคือพบกันก็ สวัสดี  แต่เราก็จะไม่เลยเถิดจนก้าวล่วงความสัมพันธ์เป็นความสัมพันธ์เชิงสังคมที่ เรียกว่า social relation นั่นทำให้เกิดมาตรฐานอีกหลายข้อตามมา เช่น การใช้สรรพนามให้ถูกต้องเหมาะสมและเป็นทางการ ไม่ให้ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์หรืออนุญาตให้มีการพบกันนอกสถานที่รักษา ไม่รับของขวัญที่สื่อนัยยะไม่เหมาะสม เป็นต้น

                การสวัสดีจึงเป็นเครื่องมือทางคลินิกชิ้นหนึ่งที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น

                ผมสวัสดีผู้ป่วยเรื่อยมาจนถึงปีที่ได้ติดตามคณะดูงานของระบบสุขภาพไปที่มูล นิธิพุทธฉือจี้ ประเทศไต้หวัน ที่นั่นผมได้เรียนรู้มาว่าการให้ของคนอื่น เช่น การให้ของบริจาคผู้ประสบภัยใดๆ ผู้ให้ต้องก้มหัวลงให้ต่ำกว่าผู้รับ เมื่อกลับจากการดูงานครั้งนั้น ผมจึงเริ่มไหว้ผู้ป่วย

                เมื่อตรวจผู้ป่วยเสร็จ เขียนใบสั่งยาเรียบร้อย เมื่อแน่ใจว่าการพบกันจบแล้ว ผมจะไหว้ผู้ป่วยอย่างดีอีกครั้งก่อนที่จะยื่นใบสั่งยาให้เขารับ ปัญหาคือเวลาเรายื่นใบสั่งยาให้เขารับเขาจะไหว้เราก่อนทุกที มือเราก็กำใบสั่งยาอยู่จะรับไหว้ไม่ถนัดและไม่งาม จึงไหว้ผู้ป่วยเสียก่อนง่ายกว่า

                การไหว้ผู้ป่วยขาออกทำให้ตนเองใจสงบ ด้วยความที่ตนเองตรวจผู้ป่วยวันละเกือบร้อยหรือเกินร้อย การทำงานซ้ำๆติดๆกันนานหกเจ็ดชั่วโมงทำให้เครียด เบื่อ เซ็ง และอยากตายเสมอๆ  การไหว้ผู้ป่วยวันละร้อยครั้งช่วยใจตนเองได้มาก ใจสงบครั้งละสองวินาทีหลายๆครั้งวันนั้นเราก็สงบได้เหมือนกัน

                การ ไหว้จึงไม่ใช่พิธีกรรม เป็นเครื่องมือรักษาด้วยเช่นกัน เพียงแต่ครั้งนี้เป็นการรักษาตนเองให้ตนเองสามารถทำงานปริมาณมากๆได้ดีขึ้น ไม่เละเทะมากจนเกินไป

                แน่นอนว่ายังคงมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจเมื่อผมให้เวลาน้อย และอีกจำนวนหนึ่งไม่พอใจเมื่อผมไม่ตามใจ  เหล่านี้ทำให้ใจตนเองขุ่นมัว   ที่จริงแล้วมีบางครั้งที่ผมรู้สึกไม่พอใจญาติผู้ป่วยที่ชอบกระทำต่อผู้ป่วย เสมอๆ   ปรากฏว่าการไหว้ที่ดีช่วยดับไฟของเราเองได้

                สองปีที่ผ่านมา ผมถูกบังคับให้สอนนักศึกษาแพทย์ด้วยท่ามกลางภาระงานที่หนักอยู่ก่อนแล้ว การสอนนักศึกษาแพทย์เป็นเรื่องดีแต่การจ่ายค่าตอบแทนการสอนเป็นหลักพันหลัก หมื่นon topเงินเดือนประจำเป็นเรื่องที่มีปัญหาทางจริยธรรมมาก  มีเขียนในตำราว่าเป็น problematics  สร้างปัญหาการบริการประชาชนทั่วไปอย่างมาก  เกิดปัญหาจริยธรรมองค์กร    จนกระทั่งในที่สุดผมก็หยุดสอนไปเมื่อพบว่ามีแพทย์รุ่นน้องมาช่วยสอนมากพอ แล้ว   ระหว่างที่สอนนั้นมีเรื่องหนึ่งที่ผมพบเห็นเป็นประจำคือนักศึกษาแพทย์ไม่ สวัสดีผู้ป่วย   จึงทำให้ตอบข้อสงสัยในย่อหน้าแรกได้ว่าทำไมตอนผมจบแพทย์ใหม่ๆ ผมก็ไม่สวัสดีผู้ป่วย เพราะที่แท้แล้วอาจารย์คงจะลืมสอน

                วันนี้ผมสวัสดีและไหว้ผู้ป่วยไปประมาณแปดสิบคนในตอนเช้า   สิ่งที่ได้คือใจตนเองสงบ ผู้ป่วยทุกรายก็ดูเหมือนจะสบายดีหายจากโรคภัยไข้เจ็บ     จึงว่างานหนักเพราะเราทำตัวเองให้หนัก  งานเบาเพราะเราทำตัวเองให้เบา    

ที่มา http://www.gotoknow.org/blogs/posts/489702

Tags: ,

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

88 queries. 0.215 seconds. | Prasong theme by TaroRoot