เปิดรายละเอียด-หลักฐาน ปชป.ยื่นถอดถอน “ธีระชัย-กฤษณา”แทรกแซง อสมท
หมายเหตุ- เป็นรายละเอียดข้อกล่าวหาที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์เข้าชื่อยื่นถอดถอน น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกจากตำแหน่งต่อประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ตามรัฐธรรมนูญ.2550 มาตรา 271 ประกอบมาตรา 270 โดยกล่าวว่า ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบแทรกแซงการบริหารงาน บมจ. อสมท
ทั้งนี้หลังจาก ประธานวุฒิสภาตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อ ส.ส.แล้วต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ไต่สวนต่อไป
@@@@@@@@@@@@@@@@@@
บุคคลทั้งสองใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีก้าวก่าย หรือ แทรกแซงการดำเนินงานในหน้าที่ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ และก้าวก่ายแทรกแซงการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้นเงินเดือน ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ปรากฏข้อเท็จจริง ดังนี้
1.เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 นายธีระชัย ได้ให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) แจ้งต่อ นายสุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ว่า นายธีระชัย ต้องการให้นายสุรพล ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทฯ และติดต่อให้กรรมการบริษัทฯ อีกหลายคนลาออกในห้วงเวลาเดียวกัน
แต่นายสุรพล ปฏิเสธที่จะลาออก เพราะไม่มีเหตุที่จะลาออก และในอดีตกรรมการบริษัทฯ ไม่เคยถูกปลดออกก่อนวาระจากการเมือง มีแต่การเปลี่ยนแปลงตามกำหนดเมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระเท่านั้น
2.เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 นายธีระชัย ได้มอบหมายให้ รองผู้อำนวยการ สคร.มอบหมาย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งต่อนายสุรพล ว่า นายธีระชัย ต้องการให้นายสุรพล ลาออกอีกครั้งโดยบอกว่า ถ้ายังไม่ทำตามกระทรวงการคลังจะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นให้ลงมติปลดกรรมการทั้งหมด แต่นายสุรพล ปฏิเสธ
3.เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2554 ขณะที่นายธีระชัย เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาโดยผ่านทางกรุงลอนดอน ซึ่งขณะนั้นนายสุรพล อยู่ที่กรุงลอนดอนกับคณะกรรมการกระจายอำนาจซึ่งไปดูงานเรื่องการกระจายอำนาจที่ประเทศอังกฤษในวันเดียวกันนั้น
นายธีระชัยขอให้รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะดูงานพูดคุยกับนายสุรพล ว่า นายธีระชัย ต้องการให้นายสุรพล ลาออก อีกครั้งหนึ่งมิเช่นนั้นกระทรวงการคลังจะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นให้ลงมติปลดกรรมการทั้งหมด แต่นายสุรพล ปฏิเสธ อีกครั้งหนึ่ง
(ข้อเท็จจริง ปรากฏตาม สำเนาหนังสือบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) เลขที่ นร ๖๑๐๐/๒ ลงวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ และ สำเนาหนังสือบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) เลขที่ นร ๖๑๕๓/๓๖๑๘ ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)
4.เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 น.ส.กฤษณา ได้ลงนามในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่อง การร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มีสาระสำคัญว่า ขอให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) แจ้งไปยังบริษัทฯ ให้
(1) ระงับการประกาศและการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างใหม่ของบริษัทฯ จนกว่าจะสอบสวนแล้วเสร็จ และรายงานผลต่อน.ส.กฤษณา ให้ความเห็นชอบจึงจะดำเนินการต่อไปได้
(2) ระงับการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารและพนักงาน จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ และรายงานผลต่อน.ส. ให้เห็นชอบจึงจะดำเนินการต่อไปได้ ( สำเนาหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร. ๐๔๐๕(ลค.๒)/๙๕๙๓ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔)
ในวันเดียวกันนั้น นายธีระชัยได้ลงนามในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เกษียณท้ายคำสั่งด้วยลายมือ ความว่า “ส่ง สคร. ดำเนินการ” ลงชื่อ “นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง”
จากนั้น สคร. มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 30 กันยายน 2554 เรื่อง การร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เรียน ประธานกรรมการคณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มีสาระสำคัญ สคร.โดยได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ประธานคณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) พิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอของสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย และขอให้แจ้งผลการดำเนินการต่อ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สำเนาหนังสือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่ กค ๐๘๐๖.๑/๓๙๔๔ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔)
ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม 2554 นายสุรพล ลงนามเกษียณท้ายหนังสือ สคร,ดังกล่าว ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2554 ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ว่า “ทราบ – ให้ทำหนังสือขอทบทวนการสั่งการ ไปยัง รมว คลัง, รมว สร และ สคร อีกครั้งหนึ่งเพื่อมิให้เป็นปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” และ “สำเนาให้กรรมการ บมจ อสมท ทราบ”
5.ข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นในเวลาต่อมาสื่อมวลชนได้ให้ความสนใจและนำเสนอภาพข่าวของผู้ถูกร้องทั้งสองและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยนำเสนอในประเด็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองแทรกแซงการทำงานของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชน เช่น เว็บไซต์ประสงค์ดอทคอม (www.prasong.com) ลงเนื้อหาในวันที่ 3 ตุลาคม 2554 หัวข่าวว่า “เปิดหลักฐาน รมต สำนักนายกฯ – คลัง แทรกแซง อสมท ขัด รธน ระวัง ถูกถอดถอน”
ในวันที่ 4 ตุลาคม 2554 เว็บไซต์ประสงค์ดอทคอม (www.prasong.com) ได้ลงข่าวหัวข่าวว่า “สุรพล นิติไกรพจน์ ตอก รมต สำนักนายกฯ – รมต คลัง จุ้น อสมท ส่อขัด รธน” ย้ำถึงกรณีการแทรกแซงการทำงานของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ดังกล่าว
ในวันเดียวกันเว็บไซต์ประสงค์ดอทคอม (www.prasong.com) ได้ลงข่าวว่าน.ส.กฤษณา กล่าวถึงกรณีดังกล่าวทำนองว่า “…ก่อนทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้พิจารณาเรื่องต่างๆ ดีแล้ว…จึงได้ทำหนังสือออกไป…” และได้ลงข่าวว่า นายธีระชัย เรียกประชุมนักกฎหมายของกระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อรับมือ
จากภาพข่าวที่ปรากฏตามสื่อมวลชนต่างๆ ดังกล่าว และจากข้อเท็จจริงในปัจจุบันนี้พบว่าบุคคลทั้งสองไม่เคยปฏิเสธว่าตนมิได้กระทำการดังที่ปรากฏในภาพข่าว ไม่เคยปฏิเสธว่าสำเนาหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร. ๐๔๐๕(ลค.๒)/๙๕๙๓ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ และสำเนาหนังสือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่ กค ๐๘๐๖.๑/๓๙๔๔ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ (สิ่งที่ส่งมาด้วย ๓ และ ๔ ตามลำดับ) ที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เป็นเอกสารปลอม มีข้อความไม่ตรงความจริง หรือมิใช่ลายมือชื่อตนแต่อย่างใด
6. การกระทำของบุคคลทั้งสอง เป็นการกระทำที่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 268ประกอบมาตรา 266 (1)ที่บัญญัติว่า รัฐมนตรี สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่ง การเป็นสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไมว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการสวนทองถิ่น
เพราะแม้ น.ส.กฤษณาจะมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล บมจ.อสมท.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งอำนาจการ “กำกับดูแล” รัฐวิสาหกิจของรัฐมนตรี นั้น คณะกรรมการจัดทำคู่มือสนับสนุนการทำงานของรัฐมนตรี (กระทรวงการคลัง) ได้จัดทำคู่มือการทำงานของรัฐมนตรีชื่อ “การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ” ได้กำหนดแนวทางวิธีการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจของรัฐมนตรีตอนหนึ่งว่า “…การบริหารรัฐวิสาหกิจเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของคณะกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ หากกฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจเฉพาะกำกับดูแล รัฐมนตรีสามารถมอบนโยบายให้คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการ แต่ไม่สามารถสั่งการให้รัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามนโยบายหรือคำสั่งได้โดยตรง เช่น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์) ได้เคยวินิจฉัยว่า ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้อำนาจรัฐมนตรีในการสั่งให้พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ตนมีอำนาจกำกับดูแลไปช่วยราชการที่กระทรวงใดๆ ได้”
จากเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าอำนาจกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจของรัฐมนตรีนั้น ต้องเป็นในลักษณะของการมอบหมายนโยบายให้คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการได้ แต่รัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการให้รัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามนโยบายหรือคำสั่งได้โดยตรง
แต่เมื่อพิจารณา หนังสือที่บุคคลทั้งสองให้แจ้งไปยังบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ให้ “ระงับการประกาศและการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างใหม่ของบริษัท จนกว่าจะสอบสวนแล้วเสร็จ และรายงานผลต่อน.ส.กฤษณา ให้ความเห็นชอบจึงจะดำเนินการต่อไปได้” นั้น พบว่า เป็นการใช้อำนาจ “สั่งและปฏิบัติราชการ” ที่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ให้ความหมายว่า “สั่ง อนุญาต หรืออนุมัติ…”
ความจริงแล้วการดำเนินกิจการต่างๆ ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทมหาชนนั้น ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๗๗ ที่บัญญัติให้ “คณะกรรมการบริษัทฯ มีอำนาจและหน้าที่จัดการบริษัทฯ” และเป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๘๙/๗ ที่บัญญัติให้การดำเนินการของบริษัทให้กรรมการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต ฯลฯ
ดังนั้นการกระทำของน.ส.กฤษณา จึงเป็นการกระทำ “นอกอำนาจหน้าที่ของตน” และยังเป็นการ “ล่วงล้ำเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และเป็นการแทรกเข้าไปเกี่ยวข้องในกิจการของคณะกรรมการบริษัทฯ”
ส่วนนายธีระชัย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่มีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายหรือตามมติคณะรัฐมนตรีในการกำกับดูแล หรือ สั่งการและปฏิบัติราชการ แก่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
ดังนั้นกระทำการดังกล่าวในสถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงมิได้เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
การที่นายธีระชัย ในสถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีผู้แทนกระทรวงการคลังผู้ถือหุ้นบริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจสั่งการประธานกรรมการบริษัทฯ โดยตรงโดยไม่ผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นจึง เป็นการสั่งการนอกอำนาจหน้าที่ ใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทำการนอกอำนาจหน้าที่ ล่วงล้ำเข้าไปยุ่งเกี่ยวในหน้าที่หรือแทรกเข้าไปในหน้าที่ ของประธานกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท จึงเป็นการ ก้าวก่าย และ แทรกแซง การดำเนินงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
นอกจากนั้น การกกระทำของบุคคลทั้งสองยังขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ประกอบมาตรา 265และมาตรา 48“ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดําเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทํานองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว”
สรุป การกระทำของบุคคลทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ.2550 มาตรา 268ประกอบมาตรา 266 (1) และ (2) ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 267 ประกอบมาตรา 265 (4) และมาตรา 48
เมื่อบุคคลทั้งสองเป็นผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี กลับกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเข้าลักษณะที่จะต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270
Tags: กฤษณา, ถอดถอน, ธีระชัย, ปชป., รายละเอียด, หลักฐาน, อสมท, แทรกแซง



Leave your response!