Home » การเมือง

บันทึกความจริงที่ กสม. :กรณีร่างราย งานการชุมนุม นปช.ที่หมดสภาพก่อนคลอด

Author by 21/05/12No Comments »
 

โดย…นายสัจจะ ทับเที่ยง
       (๑)
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีคำถามถึงรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม. )ในกรณีเหตุการณ์การชุมนุมของ นปช.หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม๒๕๕๓  แต่จนบัดนี้รายงานของกสม.ยังไม่มีวีแววว่าจะออกมาสู่สาธารณะ

ล่าสุดองค์กร Human Rights Watch ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕ ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านไปครบ ๒ ปี ว่า ได้รับผลกระทบและครอบครัวยังคงไม่ได้ความเป็นธรรมคืนมา

แถลงการณ์ตอนหนึ่งกล่าวถึงการจัดทำรายงานสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ทั้ง กสม. และ คณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมายังคงไม่สามารถสืบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ให้แล้วเสร็จได้เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ประกอบกับความไม่ไว้วางใจ และขาดความร่วมมือจากผู้เข้าร่วมในเหตุการณ์

การดำเนินงานขององค์กรทั้งสองมีอุปสรรคอันเนื่องจากระบบราชการภายใน อีกทั้งการขาดเจตจำนงทางการเมืองขององค์กรเองในระดับวิกฤต ในการที่จะสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐ และแกนน า นปช. อย่างเต็มที่และให้น่าเชื่อถือ

ในขณะที่นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กร Human Rights Watch ประจำาประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชนต่อมาว่า สังคมไทยโชคร้ายกว่าสังคมอื่นทั่วโลกที่เคยเผชิญความขัดแย้งกันมา เพราะคนไทยไม่มีโอกาสแม้กระทั่งรู้ข้อเท็จจริงว่า เกิดอะไรขึ้น เราเพียงแต่รู้กันนัยๆ ว่าใครน่าจะเกี่ยวข้องบ้าง แต่ไม่มีข้อเท็จจริง ที่ยอมรับกันโดยทุกฝ่าย ว่าเรื่องคืออะไร คู่ขัดแย้งคือใครกันแน่ แล้วคู่ขัดแย้งเหล่านั้น มีบทบาทอย่างไร สร้างความเสียหายแค่ไหน …

ฉะนั้น เมื่อไม่รู้ว่าใครเป็นคู่ขัดแย้ง เราจึงทวงหาความรับผิดชอบไม่ได้ แล้วยิ่งกว่านั้น คนที่เป็นเหยื่อ ทั้งในทางตรงทางอ้อม ก็จะแสวงหาความยุติธรรมไม่ได้เลย เพราะไม่รู้จะไปแสวงหาจากใคร … สิ่งที่ช่วยได้ก็คือ  ต้องมีชุดของข้อเท็จจริงที่มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง

แต่ปัญหาก็คือ ชุดข้อเท็จจริง ที่เป็นอิสระและเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นกลางในบ้านเมืองเรามันไม่ยอมคลอดเสียที การทำงานของ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ยังไม่สามารถท างานผลิตรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงออกมาได้ ผ่านมา 2 ปีแล้ว การทำงานของ “คอป.” ก็ยังไม่สามารถผลิตรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงออกมาได้ ซึ่งจริงๆ ทั้ง 2 องค์กร ก็มีภาระที่จะต้องชี้แจงต่อสังคมว่า ผ่านมาแล้ว 2 ปีรายงานอยู่ที่ไหน มีปัญหาอุปสรรคอย่างไร ก็ต้องบอกให้สังคมรู้ ทำงานไปกี่เปอร์เซนต์แล้ว แล้วจะเสร็จเมื่อไหร่

ทั้งนี้ยังไม่นับรวมคุณแม่ของน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงตายขณะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บบริเวณวัดปทุมฯ และไม่นับรวมคุณนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม
ที่ออกมาทวงถามความคืบหน้าของรายงานหรือคดีจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนว่ามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)รวมอยู่ด้วย

จนบัดนี้ยังไม่มีคำยืนยันใดๆจาก กสม.หรือประธาน กสม.ว่า รายงานจะแล้วเสร็จเมื่อใด มีกรรมการบางคนที่มักออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเรื่องนี้ แต่ข้อมูลที่ออกสู่สาธารณชนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมาโดยตลอด

สังคมไทยได้จดจำ ว่าในช่วงแรกของการชุมนุมของ นปช. กสม.ได้แสดงบทบาทเชิงรุก โดยการทำหน้าที่ในการเป็นคนกลางเชื่อมโยงให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากัน หรือให้มีการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา๖๓  โดยศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม.และกรรมการบางท่าน ได้ไปพบกับแกนนำ นปช.ที่โรงแรมปริ้นเซส หลานหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่แกนนำนปช.เป็นผู้กำหนด การเจรจาได้ข้อตกลงในระดับที่น่ายินดีที่แกนนำ นปช.ซึ่งประกอบด้วยนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์  นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นอาทิ ตกลงว่าจะชุมนุมอย่างสันติและขอให้ทางกสม.นำความไปเจรจาต่อรัฐบาลให้เคารพกติกาด้วย และขอว่าอย่าใช้ความรุนแรงในการปราบปรามการชุมนุม

ต่อมาทางประธาน กสม.และคณะ ได้ไปพบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ที่กรมทหารราบที่๑๑ หรือ ร.๑๑ รอ.  ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทางฝ่ายรัฐบาลกำหนด(เช่นเดียวกับที่ฝ่ายแกนนำ นปช.กำหนดสถานที่ก่อนหน้านี้)
โดยครั้งแรกตกลงสถานที่แห่งหนึ่งบริเวณศูนย์ราชการ

ต่อมาด้วยเหตุผลความปลอดภัยจึงต้องเปลี่ยนสถานที่มาเป็นที่กรมทหารราบที่๑๑ ทางกสม.ได้เสนอกรอบการชุมนุมเช่นเดียวกับที่เสนอต่อแกนน านำ นปช.และนำข้อเสนอจากแกนนำ นปช.เสนอต่อรัฐบาล โดยขอคำมั่นต่อรัฐบาลว่าอย่าใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุม  นายอภิสิทธิ์ฯ ขานรับข้อเสนอดังกล่าวด้วยดี

ต่อมาเริ่มมีการหารือเพื่อตั้งโต๊ะเจรจากัน  ในที่สุดนำไปสู่การดีเบทกันทางโทรทัศน์สองครั้ง ซึ่งผู้ชำนาญในการเจรจาได้แสดงความเห็นว่าเป็นการโต้วาทีต่อหน้าสาธารณะที่ต้องการเอาชนะคะคานกัน หากต้องการเจรจาเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายปัญหา จะต้องใช้กระบวนการที่ถูกต้องและเหมาะสม

ในที่สุดการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงประสบความล้มเหลว นำไปสู่การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐถึงขั้นบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากดังที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว

หลังเหตุการณ์การชุมนุมได้ยุติลง กสม.จึงได้หยิบยกเรื่องการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงวันที่๑๙พฤษภาคม๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการชุมนุมมาพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิ เพื่อจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสาธารณชนโดยทั่วไป โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาถึงสามชุด

จากแหล่งข่าวภายในระบุว่ามีการโต้เถียงขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างกรรมการด้วยกัน เพราะกรรมการบางท่านเห็นว่าการตั้งคณะอนุกรรมการถึงสามชุดแทนการตั้งเพียงชุดเดียวนั้น จะทำให้การทำงานซำซ้อนกันและมีลำดับชั้นการทำงานมากเกินไป

ที่สำคัญคือการกำหนดองค์ประกอบให้มีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาเป็นอนุกรรมการ จะทำให้ไม่สามารถค้นหาความจริงได้ และจะมีการโต้แย้งกันไม่ยอมรับข้อสรุป เพราะมีผู้แทนของผู้ชุมนุม ผู้แทนรัฐบาล นักวิชาการและสื่อมวลชนทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและฝ่ายรัฐบาล

ในที่สุดประธานกสม.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้งสามชุดที่มีองค์ประกอบดังกล่าว

วันต่อมากรรมการท่านหนึ่งลาออกจากการเป็นประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจชุดหนึ่ง จนต้องแต่งตั้งกรรมการท่านอื่นเข้าไปแทน  แต่ต่อมาภายหลังกรรมการที่ลาออกกจากการเป็นประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯผู้นี้ ได้นำเอกสารร่างรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯ กรณีการชุมนุมนปช. ซึ่งเป็นเอกสารลับทางราชการ เข้าไปพิจารณาในคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งที่ตนเองเป็นเป็นประธาน โดยที่คณะอนุกรรมการชุดนี้ไม่มีหน้าที่ ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯกรณีการชุมนุมของนปช. แล้วนำความเห็นของอนุกรรมการบางท่าน ในคณะอนุกรรมการฯชุดนี้เข้าไปเสนอในที่ประชุม กสม.เพื่อคัดค้านไม่ให้มีการรับรองร่างรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯที่กสม.ได้พิจารณามาแล้วหลายครั้ง ดังจะได้เสนอรายละเอียดต่อไป

(๒)

หากพิจารณาจากกระบวนการจัดทำร่างรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม๒๕๕๓ แล้วอาจทำให้เชื่อได้ว่ามีการแทรกแซงจากการเมืองภายนอก ประกอบกับการขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมของกรรมการบางท่าน

ที่สำคัญคือการขาดการนำองค์กรให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสังเกตได้จากกลไก กระบวนการดำเนินของ กสม.ดังต่อไปนี้

เมื่อกสม.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจำนวนสามชุดตามคำสั่งที่๔๗/๒๕๕๓,ที่๔๙/๒๕๕๓ และคำสั่งที่๕๐/๒๕๕๓ลงวันที่๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เพื่อพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช โดยมีวาระการทำงาน๔เดือน ต่อมากสม.ได้มีคำสั่งที่๕๗/๒๕๕๓ ลงวันที่๓มิถุนายน๒๕๕๓ แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานกสม.ให้ทำหน้าที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จำวน๓๐ท่าน เพื่อทำการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมกันนี้สำนักงาน กสม.ได้มีค าสั่งที่๖๑/๒๕๕๓ ลงวันที่๓มิถุนายน๒๕๕๓ แต่งตั้งคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ประกอบด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นและยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกอีก๔ท่าน(ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ อัยการและทนายอาวุโส) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคณะทำงานฯ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเป็นเลขานุการ

คณะทำงานฯและที่ปรึกษาได้ร่วมกันทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมเฉพาะกิจทั้ง๓ชุดดังกล่าวข้างต้นต่อไป

แต่ปรากฎว่าในช่วง๔เดือนแรก การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้ง๓ชุดไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้เพราะมีวาระแค่๔เดือน

ต่อมาเมื่อคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานฯได้จัดทำร่างรายงานแล้วเสร็จ (ประชุม๑๗ครั้ง เริ่มประชุมครั้งแรกวันที่๔มิถุนายน๒๕๕๓) ประธาน กสม.ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานฯหลายครั้งจนได้ร่างรายงานการตรวจสอบขึ้นมาสองฉบับกล่าวคือฉบับที่มีบันทึกพยานหลักฐานครบถ้วนความยาวกว่าสามร้อยหน้าและฉบับที่มีเฉพาะเนื้อหาสาระที่นำไปสู่ข้อค้นพบมีความยาวประมาณ๘๐ถึง๙๐หน้า)

ประธานกสม.เห็นว่า เวลาได้ล่วงเลยมาเนิ่นนานพอสมควรแล้วจึงขอให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้ง๓ชุดพร้อมกับกสม.ทั้งคณะ โดยได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้ง๓ชุดใหม่โดยตั้งจากชุดเดิมทั้งหมด (เนื่องจากชุดเดิมมีวาระแค่๔เดือน และได้หมดวาระลงไปแล้ว จึงเป็นการออกคำสั่ง เพื่อต่ออายุ ให้สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้)

โดยประธานกสม.ให้นำร่างรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯดังกล่าวที่จัดทำโดยคณะทำงานฯเสนอต่อที่ประชุมเมื่อวันศุกร์ที่๒๗พฤษภาคม๒๕๕๔เวลา๐๙.๐๐-๑๖.๐๐น.ณ ห้องประชุมแคนนา โรงแรมรามา การ์เด้น กรุงเทพฯ โดยเป็นการประชุมลับ ในการประชุมดังกล่าวมีประธาน กสม.ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม และเลขาธิการ กสม.ทำหน้าทีเลขานุการ ที่ประชุมได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในทุกแง่มุม

ก่อนปิดการประชุมประธาน กสม.ได้กล่าวขอบคุณคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้ง๓ชุดและได้บอกว่าจะไม่มีการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้งสามชุดอีก และทางฝ่ายเลขานุการจะนำความเห็นที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ไปปรับปรุงแก้ไขร่างรายงานเพื่อนำเสนอ กสม.พิจารณาต่อไป

ต่อมาทางคณะทำงานฯได้จัดประชุมในวันที่๒๔-๒๖มิถุนายน๒๕๕๔ โดยนำความเห็นดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไขร่างรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อกสม.อีกครั้ง

ต่อมา กสม.ได้จัดประชุมนัดพิเศษในวันที่๒๙มิถุนายน๒๕๕๔เพื่อพิจารณาร่างรายงานผลการตรวจสอบ การละเมิดสิทธิฯ ในการประชุม กสม.นัดพิเศษครั้งนั้น ประธาน กสม.ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า รายงานฉบับนี้ ทำให้ประธานสู้หน้าใครต่อใครได้(แสดงความพอใจคุณภาพของรายงานทั้งในที่ประชุมและนอกห้องประชุม ก่อนหน้านี้ มีพยานบุคคลยืนยัน)

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯอ่านให้ที่ประชุมฟังในแต่ละ เหตุการณ์ทุกบรรทัดเพื่อให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

เมื่อการพิจารณาผ่านไปประมาณ๑๐นาทีมีกรรมการท่านหนึ่งเดินออกจากที่ประชุม และไม่กลับเข้ามาพิจารณาอีกเลย(ต่อมาภายหลังกรรมการท่านนี้แสดงความไม่พอใจรายงานฉบับนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำหน้าที่หรือละเลยเพิกเฉยต่อการปฎิบัติหน้าที่)

ที่ประชุมกสม.ให้ความเห็นอย่างกว้างขวาง ในที่สุดประธานที่ประชุมได้สรุปว่าให้นำความเห็นของกรรมการไปปรับปรุงแก้ไขร่างรายงานฯอีกครั้งหนึ่ง แล้วให้นำเข้าพิจารณาอีกครั้งในการประชุมครั้งหน้าคือวันพุธที่๖กรกฏาคม๒๕๕๔

แหล่งข่าววงในกสม.ระบุว่า เลขาธิการกสม.ได้มีการสอบถามประธานกสม.ว่าประชุมครั้งหน้านี้(๖กค๕๔) เป็นการประชุมพิจารณาเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย จึงขอนัดแถลงข่าวรายงานผลการตรวจสอบ การละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช.ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม๒๕๕๓ ในวันศุกร์ที่๘กรกฏาคม๒๕๕๔ที่โรงแรมรามา การ์เด้น
ประธานกสม.ได้เห็นชอบตามที่เลขาธิการกสม.เสนอ

ต่อมามีรายงานว่าเลขาธิการกสม.จึงได้เตรียมการประสานงานในด้านสถานที่ การดูแลความปลอดภัย และสื่อมวลชน

ต่อมาเมื่อมีการประชุม กสม.นัดพิเศษในวันพุธที่๖กรกฏาคม๒๕๕๔ ซึ่งเป็นการประชุมที่ประธานกสม.ได้บอกล่วงหน้าในที่ประชุมครั้งก่อนว่าในการประชุมครั้งนี้จะพิจารณา

ประเด็นที่ทางกสม.ให้ความเห็นแล้วให้ฝ่ายเลขานุการนำไปปรับแก้ แล้วนำเสนอให้ที่ประชุมกสม.พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่ปรากฎเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อนคือ กรรมการท่านหนึ่งได้นำความเห็นจากคณะอนุกรรมการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเรื่องนี้มาเสนอต่อ ที่ประชุมกสม.เพื่อคัดค้านร่างรายงานฉบับที่คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้ง๓ชุดและกสม.ได้พิจารณาร่วมกัน และได้ให้ความเห็นมาแล้ว  อีกทั้งเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบการรักษาความลับทางราชการเพราะได้นำเอกสารประทับตราลับไปแจกในที่ประชุมคณะอนุกรรมการ(ที่ไม่มีหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องนี้ดังกล่าวแล้ว)ที่กรรมการท่านนั้นเป็นประธาน

นอกจากนี้กรรมการท่านอื่นได้บอกให้ทบทวนร่างรายงานฯใหม่เพราะหากออกไปเช่นนี้กรรมการต้องไปขึ้นศาลอย่างแน่นอน ทั้งที่ในการประชุมครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด เพียงแต่ได้เสนอให้ปรับแก้ตามประเด็นต่างๆซึ่งทางฝ่ายเลขานุการได้ปรับมาแล้ว

นอกจากนี้ กรรมการบางท่านเสนอว่าให้นำกลับไปให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้ง๓ชุดพิจารณาใหม่ ทั้งๆที่ประธาน กสม.ได้กล่าวไว้ชัดเจนก่อนปิดประชุมในวันที่ ๒๙มิถุนายน ๒๕๕๓ณโรงแรมรามา การ์เด้น ว่า ขอบคุณคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้ง๓ชุดและจะไม่มีการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจอีกแล้ว นอกจากนี้ยังให้ทางเลขาธิการกสม.ท าหนังสือขอบคุณคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจดังกล่าวด้วย

เมื่อเลขาธิการกสม.ยืนยันว่าขั้นตอนของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้ง๓ชุดได้สิ้นสุดลงแล้ว  กรรมการท่านนั้นยังยืนยันความคิดเช่นเดิมและได้ไปให้ข่าวต่อในสื่อต่างๆ อาทิ หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รวมทั้งทางโทรทัศน์ว่า ร่างรายงานฯที่เป็นข่าวทางสื่อมวลชนนั้น ทางกสม.ยังไม่ได้พิจารณา เป็นเพียงอยู่ในชั้นคณะทำงานฯเท่านั้น นับเป็นการบิดเบือนความจริงอย่างไม่รับผิดชอบ ที่น่าแปลกใจก็คือประธาน กสม.ก็ไม่ได้ยืนยันในกระบวนการดำเนินงานที่ผ่านมาตามความเป็นจริงต่อที่ประชุมกสม.ในวันนั้น

เมื่อกรรมการท่านอื่นรวมทั้งประธานกสม.ไม่ได้ดำเนินการใดๆต่อ ตามมติกสม.ครั้งที่ผ่านมา เลขาธิการกสม.จึงได้กล่าวต่อที่ประชุมว่าขอยุติเรื่องนี้เพราะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ (ทำรายงานให้แล้วเสร็จ) และเป็นที่มาของรายงานข่าวต่อมาว่าเลขาธิการกสม.ได้ออกมากล่าวขอโทษต่อสื่อมวลชนที่ได้นัดไปล่วงหน้าว่า จะมีการแถลงข่าวในเรื่องนี้เพราะว่ามีเหตุจ ำเป็นบางประการท าให้ต้องเลื่อนการแถลงข่าวออกไป

หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับมีหนังสือพิมพ์สองฉบับรายงานข่าวในทำนองว่านายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการ กสม.ได้นำเสนอและสรุปผลการตรวจสอบการละเมิดฯของร่างรายงานฯทั้งฉบับต่อที่ประชุมกสม.ในวันที่๖กรกฎาคม๒๕๕๓

ในขณะที่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเลขาธิการกสม.ไม่มีโอกาสได้นำเสนอเนื้อหาของร่างรายงานฯแต่อย่างใด และมีความพยายามที่จะกล่าวว่าร่างรายงานดังกล่าวเป็นร่างรายงานของเลขาธิการกสม.

ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือหนังสิอพิมพ์ทั้งสองฉบับได้ข้อมูลร่างรายงานฯซึ่งเป็นเอกสารราชการลับมาเผยแพร่ และมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเลขาธิการกสม.มาตลอด รวมทั้งเปิดพื้นที่หรือเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มสามารถบงการบีบคั้นกดดันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญไม่ให้สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ โดยที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ไม่สามารถดำเนินการทางจริยธรรมได้

ต่อเมื่อมีบุคคลหรือคณะบุคคลโดยการแต่งตั้งของสภาการ หนังสือพิมพ์แห่งชาติทำการสอบสวนได้ความจริงว่าสื่อบางสำนักไม่มีความเป็นกลางในการเสนอข่าวการเลือกตั้งครั้งล่าสุด สื่อสำนักนี้ก็แสดงอำนาจบาตรใหญ่ออกมาทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้น โดยเชื่อมโยงมาทำลายนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการกสม.เพื่อท าลายความน่าเชื่อถือรายงานการตรวจสอบฯกรณีการชุมนุมนปช.ที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ต่อมานายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับสื่อฉบับนั้น

จนถึงปัจจุบันร่างรายงานฉบับนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งๆที่ร่างรายงานนี้จัดทำแล้วเสร็จมากว่า๑๐เดือนแล้วเพียงแต่มีความเห็นจากกรรมการบางท่านและที่ปรึกษากสม.ว่าให้ปรับแก้สำนวนให้เหมาะสม ส่วนเนื้อหาสาระไม่ต้องปรับแก้อีกแล้ว (หากปรับแก้เฉพาะภาษาสำนวนให้เหมาะสมก็ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์รายงานฉบับนี้ก็สามารถเสนอต่อ สาธารณชนได้)

แต่ข้อสรุปในการประชุมแต่ละครั้งเปลี่ยนไปมาจนไม่สามารถนำไปสู่ข้อยุติได้ ข้าราชการที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการต่างเชื่อว่ามีความพยายามเตะถ่วงโดยการหาเรื่องให้ไปสืบค้นข้อมูลที่ไม่สามารถสืบค้นได้อีกโดยตั้งคำถามที่แตกประเด็นไปเรื่อยๆไม่จบสิ้น

มีความพยายามทำส ำนวนให้อ่อนลงหรือพยายามเปลี่ยนข้อสรุปแต่ดำเนินไปด้วยความยากลำบาก เพราะหลักฐานที่ฝ่ายเลขานุการนำมายืนยันทำให้ไม่สามารถสรุปเป็นอื่นได้

การเตะถ่วงให้รายงานฯออกช้าที่สุดอาจเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองที่ถือครองอำนาจรัฐอยู่ในขณะนี้ อาจจะเป็นความต้องการของกรรมการบางท่านที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม

อาจจะเป็นความต้องการของกรรมการบางท่านที่ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับกลุ่มแก๊งอันธพาลการเมือง ที่ข่มขู่คุกคามองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ถึงขนาดขู่ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นๆโดยไม่นำพาถึงความถูกต้องชอบธรรม

การที่เลขาธิการกสม.ได้ปฎิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการดังกล่าวแล้วข้างต้น นำความไม่พอใจอย่างมากมาสู่กรรมการกลุ่มหนึ่งที่กล่าวหาว่าทำให้ กสม.เสียชื่อเสียงและทำให้ข้อมูลรั่วไหลอ
อกไปสู่สาธารณชน ทั้งๆที่มีหลักฐานปรากฎชัดแล้วว่าใครที่ไม่ปฎิบัติตามระเบียบการรักษาความลับทางราชการ

ในที่สุดหลังจากนั้นไม่นานนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ก็ถูกปลดพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการกสม.อีกครั้งหนึ่ง โดยที่นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนโดยสรุปว่า เกิดจากการไม่พอใจในเรื่องการจัดทำรายงาน การชุมนุมนปช.และการก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจ ำซึ่งเป็นอำนาจของเลขาธิการกสม.  และว่า ตนไม่รู้สึกเสียใจใดๆเพราะเดิมทีก็ไม่ได้สมัครมาเป็นเลขาธิการกสม.อีก เพราะรู้ดีว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง  แต่เป็นเพราะความดีของท่านอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งที่ตนเคารพ ท่านขอร้องแกมบังคับให้รับต ำแหน่งเพื่อช่วยแก้ปัญหาในองค์กรที่อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถท างานให้เป็นไป ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้

หลังจากนั้นกสม.ได้ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีกประมาณสิบท่านมาประชุมร่วมกับกสม.ในช่วงแรกมีการประชุมทุก สัปดาห์ ต่อมาทุกสองสัปดาห์ประชุมกันทั้งสิ้นประมาณ๖ครั้ง แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของร่างเดิมได้ อีกทั้งได้เชิญบุคคลสำคัญมาให้ข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติมเป็นบางท่าน แต่ส่วนหนึ่งปฎิเสธที่จะมาให้ปากคำเนื่องจากเห็นว่ารายงานออกมาในตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆแล้ว  กสม.จึงประชุมกันเองอีกประมาณ๕ครั้งก็ยังไม่ได้ข้อยุติ

ขนาดที่เจ้าหน้าที่ที่เป็นฝ่ายเลขานุการบางคนถือโอกาสไปราชการต่างจังหวัดหรือไปราชการในภารกิจอื่น เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเข้าประชุมที่หาข้อสรุปอันใดไม่ได้ อีกทั้งรู้สึกละอายใจต่อความพยายามสรุปร่างรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯโดยไม่กล้าระบุว่า บุคคลหรือหน่วยงานใดเป็นผู้กระทำหรือละเมิดการกระทำ ซึ่งต่างจากรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯในประเทศต่างๆทั่วโลก ที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าการกระทำหรือละเลยการกระทำของบุคคลหรือหน่วยงานใดในแต่ละเหตุการณ์ตามพยานหลักฐานที่ปรากฎ นำไปสู่การละเมิดสิทธิฯหรือไม่แค่ไหนเพียงใด เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย มาตรการทางกฎหมายและมาตรการอื่นๆต่อรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรี ต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี

กสม.ได้ถือกำเนิดจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เมื่อกสม.ชุดแรกมีการดำเนินงานไปได้ระยะหนึ่งก็อ้างว่าไม่มีอำนาจ ท าให้ทำงานไม่เกิดผลงานออกมา เป็นที่ประจักษ์ ที่สำคัญคือไม่ได้รับการยอมรับจากสาธารณชน หลักฐานที่สำคัญคือผลสำรวจประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า กสม.สอบตกได้คะแนนไม่เกินครึ่งหนึ่งและได้อันดับรองสุดท้ายทุกครั้งไป โดยมีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่หมดสภาพไปแล้วอยู่อันดับท้ายสุด

ต่อเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ให้อำนาจแก่กสม.อย่างกว้างขวางที่อาจกล่าวได้ว่ามากกว่ากสม.ในประเทศต่างๆเป็นส่วนใหญ่คือมีอำนาจหน้าที่เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ต่อศาลปกครอง และฟ้องตดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหาย

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วกสม.ชุดที่สองยังจะมีข้ออ้างเช่นกสม.ชุดที่หนึ่งอีกหรือไม่ หรือว่ากำลังเดินไปสู่เส้นทางที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เดินไปก่อนหน้านี้แล้ว

Tags: , , , , ,

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

94 queries. 0.990 seconds. | Prasong theme by TaroRoot