Home » กฎหมาย, การเมือง

ว่าด้วยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ:บทเรียนจากฝรั่งเศส(๑)

Author by 9/06/12No Comments »
 

โดย ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ใน ช่วงสัปดาห์แห่งวิสาขบูชา หรือวันครบรอบ ๒๖๐๐ ปีของการบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ผ่านมานี้ บรรดาผู้สนใจเหตุการณ์บ้านเมืองจะได้ยินคำว่า “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” กันบ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งของการกล่าวถึงเรื่องนี้เป็นเพราะผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านเห็นว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจยับยั้งการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีอำนาจยับยั้งการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้

โดย ที่ปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาในแง่ทฤษฎีรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีทัศนะทางทฤษฎีแตกต่างกันระหว่างสำนักฝรั่งเศส กับสำนักเยอรมัน และยังมีคนอธิบายกันไว้ไม่มาก จึงขอถือโอกาสที่มีเวลาว่างจากการมาร่วมประชุม “กฎหมายกับสังคม” หรือ Law and Society ที่ฮอนโนลูลู  ทำ ความเข้าใจเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ที่เวียนมาครบ ๘๐ ปีในวันที่ ๒๔ มิถุนายนปีนี้

ที่มาที่ไปของคำสอนว่าด้วย “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ”แบบฝรั่งเศส

ปัญหา เรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนี้ เป็นปัญหาที่มักหยิบยกกันขึ้นมาถกเถียงกันในเวลาที่มีการเสนอให้มีการปรับ ปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญชนิดยกเครื่องใหม่  โดยมักจะเกิดข้อถกเถียงกันว่า “ใครเป็นผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

เพราะข้อสงสัยที่ว่า ผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสภาผู้แทนราษฎร หรือเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อตัวเกิดมีขึ้นตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้อย่างไร  และ แม้ตามรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าได้แต่เพียงแก้ไขเล็กน้อยตามกรอบวัตถุประสงค์และความ มุ่งหมายของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่เท่านั้น  จะแก้ไขขนานใหญ่ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ

จุดตั้งต้นของข้อถกเถียงเรื่องนี้ ว่ากันว่าเริ่มต้นในฝรั่งเศส ช่วงก่อนเกิดการปฏิวัติ ๑๗๘๙ โดยนักปราชญ์ท่านหนึ่งชื่อว่า Sieyes ซึ่ง ได้อธิบายว่าประชาชนเป็นผู้ถืออำนาจการปกครองแผ่นดิน ไม่ใช่พระราชา ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าดังที่เคยเชื่อถือกันมาก่อนนั้น และด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงเป็นผู้มีอำนาจสถาปนาการปกครอง หรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังที่เรียกกันทั่วไปต่อมาเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “pouvoir constituant”

อำนาจ ทำนองนี้ในภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ เราเคยเรียกกันว่า “อำนาจตั้งแผ่นดิน” ซึ่งตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์อธิบายว่าเป็นไปตามหลัก “เอนกชนนิกรสโมสรสมมติ” นั่นเอง

อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนี้ถือกันว่าเป็นอำนาจดั้งเดิม และตั้งอยู่ได้ด้วยตนเอง มีอยู่ก่อน และตั้งอยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ  เมื่ออำนาจนี้ได้สถาปนารัฐธรรมนูญ หรือก่อตั้งอำนาจการปกครองแล้ว จึงใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นนั้นไปก่อตั้งสถาบันผู้ใช้อำนาจการ ปกครองต่อไปอีกชั้นหนึ่ง

อำนาจที่ตั้งขึ้นในชั้นหลังนี้ เป็นอำนาจลำดับรองลงไป ได้แก่อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยเป็นอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญเรียกว่า “อำนาจตามรัฐธรรมนูญ” หรือ “pouvoir constitué” และอำนาจนี้ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของรัฐธรรมนูญ จะอ้างตนอยู่เหนือรัฐธรรมนูญไม่ได้

ส่วน ประชาชนที่รวมเข้ากันเป็นชาตินั้นถือกันว่าเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น อยู่นอกและอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ เป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องผูกพันตามรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

แต่อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะทำอะไร ๆ ได้ตามอำเภอใจ เพราะยังต้องผูกพันตามหลักกฎหมายธรรมชาติ หรือหลักแห่งความเป็นธรรม ในขณะที่ประชาชนส่วนรวมหรือชาติอยู่เหนือรัฐธรรมนูญนี้ ประชาชนแต่ละคนย่อมได้รับความคุ้มครองและอยู่ใต้บังคับของรัฐธรรมนูญและ กฎหมาย

คำ สอนเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนนี้ หากจะกล่าวในทางการเมืองก็กล่าวได้ว่า เป็นคำสอนที่เสนอขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมในการล้มล้างระบอบการปกครองเดิม ซึ่งย่อมต้องถือว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่นั่นเอง

สำหรับฝรั่งเศสนั้น โดยที่ระบอบการปกครองเดิมของฝรั่งเศสตั้งอยู่บนรัฐธรรมนูญในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช หากสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาสามัญซึ่งตั้งขึ้นในระบอบนี้ ประสงค์จะเสนอให้เปลี่ยนระบอบการปกครองไปเป็นอย่างอื่นย่อมไม่อาจอ้างอำนาจ หรือความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชได้

ด้วย เหตุนี้ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หรือการแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญเดิม จึงต้องอาศัยอำนาจใหม่จากภายนอกระบอบเดิม ซึ่งอำนาจใหม่นั้นก็คืออำนาจของปวงชน หรืออำนาจของประชาชนส่วนรวม หรือของชาตินั่นเอง

ตามทัศนะของ Sieyes นั้น ปวงชนก็คือชนชั้นสามัญชนหรือที่เรียกกันว่า “ฐานันดรที่สาม” เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง มีกำลังทางเศรษฐกิจ และมีการจัดตั้งเป็นหมู่เหล่ามั่นคง   สามัญชนจึงมีความชอบ ธรรมที่จะอ้างว่าทรงอำนาจอธิปไตยเหนือกว่า ฐานันดรอื่น อันได้แก่ชนชั้นขุนนางและพระสงฆ์องค์เจ้าในศาสนาคริสต์หรือที่เรียกว่าพวก “ผู้ดี” ในเวลานั้น

บรรดาสามัญชนนี้ได้อ้างความชอบธรรมนี้เองในการร่วมกันทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการ ปกครองของฝรั่งเศส โดยในชั้นแรกก็ยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชซึ่งกษัตริย์อยู่เหนือบทกฎหมาย มาเป็นระบอบกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ หรือ Constitutional Monarchy ใน ปี ๑๗๘๙ โดยถือว่ากษัตริย์ผูกพันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นใหม่ด้วยอำนาจปฏิวัตินี้ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่นี้เมื่อ ค.ศ. ๑๗๙๑ โดยวางหลักไว้ด้วยว่า รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบขนานใหญ่นั้นเป็นอำนาจของปวงชนไม่ใช่อำนาจของรัฐสภา

แต่ในปีถัดมา ค.ศ. ๑๗๙๒ ก็เกิดเรื่องขึ้น เมื่อมีการเสนอให้ถอดถอนพระมหากษัตริย์ออกจากฐานะประมุขแห่งรัฐ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญไม่ใช่อำนาจของรัฐสภา แต่เป็นอำนาจของปวงชน ประธานรัฐสภาในเวลานั้นจึงสั่งให้ผู้เสนอระงับการเสนอไว้ แต่บรรดาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากเห็นด้วยกับผู้เสนอจึงเรียกร้องให้ประธาน รัฐสภาเพิกถอนคำสั่งระงับข้อเสนอนั้นเสีย แล้วดำเนินการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

ไม่นานหลังจากนั้นก็มีการกล่าวหาว่ากษัตริย์ทรงเป็นกบฏในฐานที่ทรงชักศึก เข้าบ้าน และถอดถอนกษัตริย์ฝรั่งเศสออกจากตำแหน่ง แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตรารัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนขึ้น โดยมีมติยกเลิกระบอบกษัตริย์เสีย แล้วสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๗๙๓

อย่าง ไรก็ตาม เนื่องจากฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะสงครามกับมหาอำนาจโดยรอบซึ่งรับไม่ได้กับการสำเร็จโทษกษัตริย์ คือพันธมิตรฝ่ายอังกฤษ เยอรมัน และออสเตรีย ฯลฯ ฝรั่งเศสจึงมีการจัดการปกครองแบบเผด็จการขึ้นเพื่อสู้ศึก และเลื่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญออกไปอีกสองปี

เมื่อสงครามสงบลงจึงมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ในปี ค.ศ. ๑๗๙๕ แต่ก็ใช้ไม่ได้นานเพราะเต็มไปด้วยวิกฤตต่าง ๆ จนในที่สุดเมื่อนโปเลียนเข้ายึดอำนาจใน ค.ศ. ๑๗๙๙ จึงมีการประกาศรัฐธรรมนูญใหม่โดยการลงประชามติ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของปวงชน โดยได้อนุมัติให้นโปเลียนเป็นผู้เผด็จการ มีกำหนด ๑๐ ปี และหลังจากนั้นก็มีการลงประชามติอีกครั้งเพื่อแต่งตั้งนโปเลียนเป็นผู้เผด็จ การตลอดชีวิต และในปี ค.ศ. ๑๘๐๔ ก็มีการลงประชามติ ซึ่งนโปเลียนก็ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงร้อยละ ๙๙.๙๓ ให้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิในที่สุด

หลังจากนั้นนโปเลียนก็ดึงฝรั่งเศสเข้าสู่สงคราม สามารถเข้ายึดยุโรปได้เกือบทั้งหมด จนถูกตีโต้พ่ายแพ้ไปในปี ๑๘๑๕

ทั้ง หมดนี้คือช่วงสั้น ๆ จากประสบการณ์ที่ชาวฝรั่งเศส และชาวโลกควรจะได้จดจำไว้ว่า คำสอนเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของปวงชนนั้น แม้ในเบื้องต้นจะดูเหมือนว่าเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย แต่หากขาดความตื่นตัวและความระมัดระวังอยู่เสมอแล้ว อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของปวงชน ก็เป็นแต่เพียงเครื่องมือของอำนาจตามข้อเท็จจริงเท่านั้น

ไม่มีหลักประกันใดว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของปวงชนจะไม่อาจกลายเป็นดาบสองคมของจอมเผด็จการที่ ใช้ทำลายประชาธิปไตยลงในที่สุดได้เช่นกัน

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การอ้างอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนี้มักขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ถืออำนาจตามข้อ เท็จจริง และใครจะยกประชาชนขึ้นอ้าง

ด้วยเหตุนี้ทฤษฎีและคำสอนที่สวยหรู จึงไม่อาจยอมรับได้อย่างหลับหูหลับตา โดยไม่ต้องพิจารณาถึงกาละเทศะ และเหตุผลของเรื่อง หรือโดยขาดการพิเคราะห์ตามพฤติการณ์ที่เป็นจริงในแต่ละกรณีได้เลย

ตอนต่อไป เราจะมาดูกันว่า “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” หรือ “อำนาจก่อตั้งการปกครองแผ่นดิน” แบบสำนักเยอรมันนั้นเป็นอย่างไร

 

Tags: , , , ,

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

91 queries. 0.234 seconds. | Prasong theme by TaroRoot