Home » กฎหมาย, การเมือง

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

Author by 9/07/12No Comments »
 

โดย  รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ตามที่รัฐสภาได้พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ  ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. และต่อมาได้มีการร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายตามมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ นั้น  ในประเด็นปัญหาดังกล่าวมีข้อพิจารณาในทางวิชาการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนี้  ๑. หลักพื้นฐานของระบบเสียงข้างมากกับศาลรัฐธรรมนูญ  ๒. “องค์กรที่รับอำนาจจากรัฐธรรมนูญ” กับ “องค์กรที่ให้รัฐธรรมนูญ”  ๓. “หลักการที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้” กับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ  และ ๔. บทวิเคราะห์สรุป  โดยมีข้อพิจารณา ดังนี้

๑. หลักพื้นฐานของระบบเสียงข้างมากกับศาลรัฐธรรมนูญ  การนำศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาใช้ในระบบกฎหมายไทยนับตั้งแต่มีการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ ๑ โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้นเป็นการนำแนวคิดของศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันมาใช้ในระบบกฎหมายไทย   โดยศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันนั้นถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิรูประบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ถือระบบเสียงข้างมากเป็นใหญ่  การปฏิรูปการเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของประเทศเยอรมันจึงเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างระบบเสียงข้างมากโดยพรรคการเมืองกับการเคารพหลักการของรัฐธรรมนูญ  โดยการให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในการรักษาดุลยภาพดังกล่าว

ทั้งนี้ เพราะประเทศที่ถือหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (supremacy of constitution) นั้นแตกต่างจากประเทศที่ถือหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (supremacy of parliament)  ดังนั้น ประทศเสรีประชาธิปไตยที่ใช้ระบบรัฐสภาและถือหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญจะต้องมีการตรวจสอบเสียงข้างมากของรัฐสภาว่าอยู่ภายในขอบเขตของรัฐธรรมนูญหรือไม่ สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ถือหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (supremacy of constitution) และมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐสภาว่าอยู่ภายในขอบเขตของรัฐธรรมนูญหรือไม่

ระบบการควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของไทยตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ต่างเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในการตรวจสอบถ่วงดุลกับเสียงข้างมากในสภา  เพราะเสียงข้างน้อยในสภาไม่สามารถถ่วงดุลกับเสียงข้างมากในสภาได้ กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายจึงให้เสียงข้างน้อยจำนวน ๑ ใน ๑๐ ของสมาชิกสภาสามารถส่งเรื่องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้ (มาตรา ๑๕๔)

กล่าวโดยสรุป รัฐที่ถือ “หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” รัฐสภาโดยเสียงข้างมากย่อมต้องมีขอบเขตตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้และกรณีที่มีปัญหาว่ารัฐสภาโดยเสียงข้างมากกระทำการเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญหรือไม่ย่อมเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย ทั้งนี้เพื่อปกป้อง “หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ”   

๒. “องค์กรที่รับอำนาจจากรัฐธรรมนูญ” กับ “องค์กรที่ให้รัฐธรรมนูญ”  โดยหลักทั่วไปแล้วองค์กรทั้งหลายที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญย่อมเป็นองค์กรที่รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญและย่อมต้องถูกผูกพันต่อรัฐธรรมนูญ  ดังนั้น องค์กรนิติบัญญัติ องค์กรบริหาร และองค์กรตุลาการ  รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายย่อมเป็นองค์กรที่รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญและต้องถูกผูกพันตามรัฐธรรมนูญ  แต่หากเป็น “องค์กรที่ให้รัฐธรรมนูญ” องค์กรนั้นย่อมมีความชอบธรรมในการที่กำหนดหลักการของรัฐธรรมนูญให้แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญที่เคยมีมาได้  ในกรณีของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ “องค์กรที่ให้รัฐธรรมนูญ” ย่อมหมายถึง สภาร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชน และพระมหากษัตริย์

กล่าวคือ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จจึงนำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ประชาชนลงประชามติ หลังจากนั้นจึงเสนอร่างเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้ที่จะนำไปสู่การก่อตั้ง “องค์กรผู้ให้รัฐธรรมนูญ” ใหม่  หากแต่กระทำโดย “องค์กรผู้รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญ”(ฝ่ายนิติบัญญัติ)  และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วจึงเสนอร่างให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่สิ่งที่ขาดหายไปจากกระบวนการดังกล่าวคือ การออกเสียงประชามติของประชาชน  เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งจะมีผลทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งต่อไปจะเป็น “องค์กรที่ให้รัฐธรรมนูญ”

ด้วยเหตุนี้เองกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จึงขัดกับกระบวนการในการสร้าง “องค์กรที่ให้รัฐธรรมนูญ” ซึ่งจะต้องผ่านการลงประชามติของประชาชนก่อนจึงจะชอบด้วยกระบวนการ 

นอกจากนี้การที่บัญญัติให้พระมหากษัตริย์สามารถใช้สิทธิในการยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติของประชาชนแล้วเป็นการบัญญัติที่ขัดกับหลักการของการเป็น “องค์กรที่ให้รัฐธรรมนูญ

๓. “หลักการที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้” กับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ  ตามมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสองของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติว่า “ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้”  หลักการดังกล่าวนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็น “หลักการที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้”  กล่าวคือ โดยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักการดังกล่าวได้  ผลของ”หลักการที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้”อย่างน้อยก่อให้เกิดผล ๒ ประการ ดังนี้

ก. ลำดับชั้นหรือคุณค่าของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว แม้ว่ารัฐธรรมนูญอยู่ในลำดับชั้นที่เป็นกฎหมายสูงสุดแล้วก็ตาม แต่เฉพาะในส่วนของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วยกันยังสามารถแยกออกเป็น ๒ ระดับ กล่าวคือ ระดับที่ ๑ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ และ ระดับที่ ๒ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้  ในความหมายนี้บทบัญญัติในระดับที่ ๒ ย่อมมีสถานะเหนือกว่าบทบัญญัติในระดับที่ ๑ หรือมีคุณค่าเหนือกว่าบทบัญญัติในระดับที่ ๑ ดังนั้นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในระดับที่ ๑ ให้มีผลกระทบต่อบทบัญญัติในระดับที่ ๒ ย่อมไม่อาจกระทำได้

ข. การควบคุมตรวจสอบได้โดย “ศาลรัฐธรรมนูญ” โดยที่ประเทศที่ถือ “หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” และกำหนดให้มี “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นองค์กรในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายนั้น  ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเสมือนองค์กรในการปกป้อง “หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” การปกป้อง“หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” โดยศาลรัฐธรรมนูญนั้นย่อมปกป้องได้ทั้ง “ส่วนของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้” และ “ส่วนของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้” กล่าวคือ “ส่วนของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้” นั้นเป็นการปกป้องบทบัญญัติของกฎหมายอื่นมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  แต่ใน “ส่วนของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้” นั้นเป็นการปกป้องมิให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมิให้กระทบกับหลักดังกล่าว  และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้นั้นศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเข้าไปควบคุมตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อมิให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไปกระทบต่อหลักดังกล่าว

หลักดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับแนวทางของรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันซึ่งมาตรา ๗๙ บัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ ดังนี้  “มาตรา 79 (การแก้ไขรัฐธรรมนูญ)

(1) รัฐธรรมนูญอาจได้รับการแก้ไขโดยกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนั้นต้องแสดงอย่างชัดแจ้งถึงการแก้ไขหรือเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  ในกรณีของสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในทางสันติภาพ  หรือเกี่ยวกับการเตรียมการเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในทางสันติภาพ หรือเกี่ยวกับการยกเลิกกฎเกณฑ์ในเขตพื้นที่ยึดครองทางทหาร หรือเพื่อความมุ่งหมายในการป้องกันสหพันธ์สาธารณรัฐ  ในกรณีเหล่านี้เพียงแต่แสดงให้ชัดว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ไม่ขัดแย้งกับข้อตกลง หรือไม่ได้ขัดแย้งกับการมีผลบังคับใช้ของสัญญาดังกล่าว การแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำของรัฐธรรมนูญเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้นมีขอบเขตจำกัดอยู่กับการทำให้ถ้อยคำมีความชัดเจนขึ้นเท่านั้น

          (2) กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงสองในสามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหพันธ์ และต้องได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงสองในสามของสภาสูงสหพันธ์

          (3) การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลกระทบกับการแบ่งเขตพื้นที่ของมลรัฐ 

ซึ่งโดยหลักการแล้ว มลรัฐจะต้องมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายนั้นด้วย  หรือกระทบต่อหลักการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑ และมาตรา ๒๐ นั้น ไม่อาจกระทำได้

จะเห็นได้ว่า หลักการของมาตรา ๗๙ ชองรัฐธรรมนูญเยอรมันมีหลักของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้เหมือนรัฐธรรมนูญไทยที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑  ตามมาตรา ๗๙ (๓) ของรัฐธรรมนูญเยอรมัน ที่บัญญัติว่าจะกระทบต่อหลักการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑ และมาตรา ๒๐ ไม่อาจกระทำได้นั้น มาตรา ๑ เป็นหลักการในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของบุคคล  “มาตรา ๑  (การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์)

          (1) ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไม่อาจจะถูกล่วงละเมิดได้  อำนาจรัฐทั้งหลาย

ผูกพันที่จะต้องให้ความเคารพและให้ความคุ้มครองต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

          (2) ชาวเยอรมันยอมรับว่า สิทธิขั้นพื้นฐานอันมิอาจล่วงละเมิดและมิอาจ

จำหน่ายจ่ายโอนได้นั้น เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ต่อสันติภาพ

และต่อความยุติธรรมของโลก

          (3) สิทธิขั้นพื้นฐานที่จะกล่าวต่อไปนี้  ย่อมผูกพันอำนาจนิติบัญญัติ

อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยถือว่าเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้โดยตรง

ส่วนมาตรา ๒๐  บัญญัติไว้ว่า “(1) สาธารณรัฐเยอรมันเป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตยและสหพันธรัฐสังคม

          (2) อำนาจของรัฐมาจากปวงชน ปวงชนได้ใช้อำนาจดังกล่าวโดยการเลือกตั้งและออกเสียงลงคะแนน และใช้อำนาจโดยผ่านองค์กรนิติบัญญัติ องค์กรบริหารและองค์กรตุลาการ

          (3) อำนาจนิติบัญญัตินั้นผูกพันต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนอำนาจบริการและ

อำนาจตุลาการนั้นผูกพันกฎหมาย

          (4) ชาวเยอรมันมีสิทธิในการต่อต้านบุคคลซึ่งต้องการล้มล้างรัฐธรรมนูญในกรณีที่การดำเนินการอื่น ๆ ไม่อาจกระทำได้”

ต่อมามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐  (ความลับของจดหมาย ไปรษณีย์ และโทรคมนาคม) โดยการแก้ไขดังกล่าวไปกระทบกับเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งมีผลกระทบต่อหลักการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๙ (๓) ของรัฐธรรมนูญเยอรมัน  ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันจึงได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ที่ ๓๐,๑(BVerfGE 30, 1)  เป็นกรณีที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีประเด็นว่ากระทบกับหลักการของมาตรา ๑ ของรัฐธรรมนูญหรือไม่  อันเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยว่าการแก้ไขดังกล่าวไปกระทบกับหลักการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๙ (๓) ของรัฐธรรมนูญหรือไม่  ซึ่งเป็นการยืนยันอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญแม้จะมิได้มีการบัญญัติอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันในเรื่องนี้ไว้โดยตรงก็ตาม

๔. บทวิเคราะห์สรุป 

กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ของไทย โดยกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ และมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ประธานรัฐสภามีอำนาจในการวินิจฉัยว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือไม่  เท่ากับเป็นการดึงอำนาจซึ่งเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอำนาจของประธานรัฐสภา(ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายข้างมากในรัฐสภา)

การบัญญัติเช่นนี้ย่อมทำให้หลักแห่งดุลยภาพระหว่าง “หลักของเสียงข้างมาก” กับ “หลักความเป็นกฎหมายสูงสุด” (โดยศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ในการคุ้มครอง) สูญเสียดุลยภาพ  อันทำให้หลักประกันของหลักการที่สำคัญที่สุดที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงมิได้ของรัฐธรรมนูญไปอยู่ภายใต้อำนาจของบุคคลคนเดียวของประธานรัฐสภา(ซึ่งอยู่ภายใต้การสั่งการของเจ้าของพรรคการเมือง)

กล่าวโดยสรุป ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นนี้ย่อมขัดต่อ (๑) หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่วางระบบการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายเสียงข้างมากกับหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ

(๒) ขัดต่อหลักที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ของรัฐธรรมนูญทำให้หลักการดังกล่าวขาดหลักประกันในฐานะที่เป็นหลักสูงสุดที่ไม่อาจถูกกระทบได้ไม่ว่าจากอำนาจใดๆ

และ (๓) ขัดต่อบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑ของรัฐธรรมนูญ ที่ยืนยันหลักทั้งสองประการข้างต้นไว้  การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดกับหลักการและบทมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญย่อมเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จักต้องเข้ามาควบคุมและตรวจสอบ ทั้งนี้ เพื่อธำรง “หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” ไว้

 

Tags: , , ,

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

94 queries. 0.234 seconds. | Prasong theme by TaroRoot