Home » กฎหมาย, บทความ

อัยการสูงสุดเสนอ กม.ห้ามละเมิดอัยการ ต้องการปิดปากประชาชน?

Author by 5/10/112 Comments
 

โดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์

นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เสนอในการบรรยาย ในหัวข้อ “บทบาทพนักงานอัยการในกระบวนการยุติธรรม” ให้แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง(บยส.) สถาบัน พัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาว่า จะต้องเสนอให้มีกฎหมายห้ามละเมิดอำนาจอัยการเช่นเดียวกับการห้ามละเมิดอำนาจศาล เพราะเป็นการใช้ดุลพินิจอิสระในการสั่งคดี

“อัยการใช้ดุลพินิจอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ได้ระบุว่า การสั่งคดีต้องไปถามใครก่อน ถ้าคนไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ควรจะมีสิทธิ์มาสั่งอัยการ และน่าจะไม่ให้ละเมิดดุลพินิจอัยการ”นายจุลสิงห์กล่าว

ข้อเสนอของนายจุลสิงห์ที่ต้องการให้มีกฎหมายห้ามการละเมิดการใช้ดุลพินิจของอัยการในการสั่งคดีเกิดขึ้นหลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงและพรรคประชาธิปัตย์ขู่ว่า จะยื่นถอดถอนนายจุลสิงห์ออกจากตำแหน่งกรณี มีคำสั่งไม่ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาใน คดีเลี่ยงภาษีการโอนหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือชินคอร์ป เป็นเงิน 546 ล้านบาทจากมูลค่าหุ้น 738 ล้านบาท ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน และให้รอลงอาญานายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน

ความจริงแล้วทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และ พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ 2553 มีบทบัญญัติในการประกันความอิสระของอัยการในการสั่งคดีอยู่แล้วกล่าวคือ

“พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม”(รัฐธรรมนูญ  มาตรา 255วรรคสอง)

“พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

“ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า การฟ้องคดีอาญาจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้ ..”.

ให้นำมาใช้บังคับกับกรณีที่พนักงานอัยการไม่ยื่นคำร้อง ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา ถอนฟ้อง ถอนคำร้อง ถอนอุทธรณ์ และถอนฎีกาด้วย..

“ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครอง”(พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯมาตรา 21-22)

เห็นชัดว่า บทบัญญัติของกฎหมาย มีหลักประกันความอิสระในการใช้ดุลพินิจของอัยการในการสั่งคดีอย่างมาก แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่(เจตนา?)เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องหรือผู้หนึ่งผู้ใด เพราะมิเช่นนั้น ย่อมเข้าข่ายมีพฤติการณ์ในการส่อว่าจะกระทำต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

แม้แต่ผู้พิพากษา ตุลาการซึ่งมีกฎหมายห้ามการละเมิดอำนาจศาล ถ้ามีหลักฐานว่า พิจารณาพิพากษาคดีโดยมิชอบหรือไม่เป็นไปโดยสุจริตก็เข้าข่ายกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมเช่นเดียวกันซึ่งตามรัฐธรรมนูญ หากมีการกระทำดังกล่าวทั้งผู้พิพากษา ตุลาการและอัยการสูงสุดสามารถถูกยื่นถอดถอนหรือไต่สวนโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้

จึงไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆที่จะต้องมีกฎหมายห้ามละเมิดการใช้ดุลพินิจของอัยการในการสั่งคดีเช่นเดียวกับการห้ามละเมิดอำนาจศาล นอกจากเสียแต่ว่า อัยการสูงสุดเห็นว่า การมีกฎหมายในลักษณะสามารถปิดปากมิให้สาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของอัยการได้ซึ่งนับเป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก

เพราะไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายข้อใดที่เกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลห้ามวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาล เพียงแต่ต้องวิพากษ์อย่างเป็นธรรม หรือการวิพากษ์ดังกล่าวต้องไม่เจตนาจะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานอันจะทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป(ดู มาตรา 32 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)

นอกจากนั้นความแตกต่างที่สำคัญคือ กระบวนการพิจารณาคดีในศาลต้องเป็นไปอย่างเปิดเผยและคำพิพากษาต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ

ขณะที่กระบวนการพิจารณาของอัยการเป็นไปอย่างปิดลับและไม่เปิดเผยผลคำวินิจฉัยในการสั่งคดีต่อสาธารณะ

ที่สำคัญคือ อัยการระดับสูงจำนวนมากยังไม่ยอมละทิ้งผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆในการเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้พิพากษาตุลาการห้ามข้องแวะกับสิ่งเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

————————————————

หมายเหตุ-ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา32 ผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์โฆษณาซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์อันออกโฆษณาต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รู้ถึงซึ่งข้อความหรือการออกโฆษณาแห่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ให้ถือว่าได้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างดังจะกล่าวต่อไปนี้

(1) ไม่ว่าเวลาใด ๆ ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่ามานั้นได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ซึ่งข้อความหรือความเห็นอันเป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อื่น ๆ แห่งคดี หรือกระบวนพิจารณาใด ๆ แห่งคดี ซึ่งเพื่อความเหมาะสมหรือเพื่อคุ้มครองสาธารณประโยชน์ ศาลได้มีคำสั่งห้ามการออกโฆษณาสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าโดยวิธีเพียงแต่สั่งให้พิจารณาโดยไม่เปิดเผยหรือโดยวิธีห้ามการออกโฆษณาโดยชัดแจ้ง

(2) ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคำพิพากษาเป็นที่สุด ซึ่งข้อความหรือความเห็นโดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานแห่งคดีซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป เช่น

ก. เป็นการแสดงผิดจากข้อเท็จจริงแห่งคดี หรือ

ข. เป็นรายงานหรือย่อเรื่องหรือวิภาค ซึ่งกระบวนพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่เป็นกลางและไม่ถูกต้อง หรือ

ค. เป็นการวิภาคโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งการดำเนินคดีของคู่ความ หรือคำพยานหลักฐาน หรือนิสัยความประพฤติของคู่ความหรือพยาน รวมทั้งการแถลงข้อความอันเป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของคู่ความหรือพยาน แม้ถึงว่าข้อความเหล่านั้นจะเป็นความจริง หรือ

ง. เป็นการชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้นำวิเคราะห์ศัพท์ทั้งปวงในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ มาใช้บังคับ

มาตรา 33 ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือบุคคลใดกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลใดให้ศาลนั้นมีอำนาจสั่งลงโทษโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือทั้งสองวิธีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

(ก) ไล่ออกจากบริเวณศาล หรือ

(ข) ให้ลงโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

การไล่ออกจากบริเวณศาลนั้นให้กระทำได้ชั่วระยะเวลาที่ศาลนั่งพิจารณาหรือภายในระยะเวลาใด ๆ ก็ได้ตามที่ศาลเห็นสมควร เมื่อจำเป็นจะเรียกให้ตำรวจช่วยจัดการก็ได้

ในกรณีกำหนดโทษจำคุกและปรับนั้นให้จำคุกได้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

มาตรา ๓๔  ถ้าจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งเรื่องหรือแต่บางส่วน โดยทางอาศัยหรือโดยร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ในเมืองต่างประเทศ เมื่อไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้สำหรับเรื่องนั้นแล้ว ให้ศาลปฏิบัติตามหลักทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ

 


Tags: , , , ,

บทความที่เกี่ยวข้อง

2 Comments »

  • คนไทย said:

    ทีมาตรา 112 จะยกเลิก แต่เรื่องอัยการจะให้มีกม.ห้ามละเมิด….คนเราอ่ะนะ ยิ่งนานยิ่งเห็นธาตุแท้จริง ๆ

  • คนอ่าน said:

    ถ้าอัยการทำในสิ่งที่เหมาะสมก็ไม่น่าจะทำให้คนมีปัญญาสงสัย แต่ี่เรื่องกลับเป็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาต่างจากศาลอุทธรณ์และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ ประธานศาลอุทธรณ์ก็เห็นต่างจากคณะศาลอุทธรณ์ เช่นนี้อัยการควรกลับนำมาพิจารณาอีกครั้งอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนหรือไม่ อ่านจากในบล็อกอื่นเห็นว่าแรกทีเดียวที่ อสส.ส่งฟ้องครั้งแรกก็มีเหตุผลไม่ใช่หรือ หรือว่าแท้จริงแล้วเหตุผลของ อสส.แต่ละกรณียึดที่หน้าของคนเป็นรัฐบาลแทน

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

91 queries. 0.234 seconds. | Prasong theme by TaroRoot