Home » กฎหมาย, ราชการ

อดีตผู้ว่า กฟน.ถูกไล่ออกคดีทุจริต อ้างกม.ล้างมลทินทวงเงินคืน-กฤษฎีกาตอกหน้า

Author by 14/06/12No Comments »
 

นายเกษม ใจหงษ์  อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ซึ่งถูกลงโทษทางวินัยให้ออกจากงานเมื่อ ปี พ.ศ.2546 เนื่องจากกระทำความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ –รายงานเท็จเป็นเหตุให้เสียหายแก่ กฟน.ได้ทำหนังสือขอให้ยกเลิกคำสั่งลงโทษทางวินัยและ ขอคืนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการสำหรับพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งกว่า 650,000 บาทโดยอ้างว่า ได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 แต่ทาง กฟน.ได้หารือคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งยืนยันว่า ไม่ต้องยกเลิกคำสั่งลงโทษทางวินัยและไม่มีสิทธิทวงคืนสิทธิหรือประโยชน์ต่างๆ

สำหรับ รายละเอียดของบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา(เรื่องเสร็จที่ 634/2555)สรุปได้ดังนี้ กฟน.มี หนังสือลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ด้วยนายเกษม ใจหงษ์ อดีตผู้ว่าการ กฟน. มีหนังสือลงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555 ขอคืนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการสำหรับพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุสูง อายุ เนื่องจากได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระ ชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 กรณีที่ถูกลงโทษทางวินัยให้ออกจากงานตามคำสั่ง กฟน. ลงวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2546  เนื่องจากกระทำความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ และฐานรายงานเท็จเป็นเหตุให้เสียหายแก่ กฟน.อย่างร้ายแรง ตามมาตรา 57  แห่ง พ.ร.บ.กอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และ ข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวง ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ. 2533

ต่อมาได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ล้างมลทินฯเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งตามมาตรา 5บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ถูกลงโทษทางวินัยในกรณีซึ่งได้กระทำก่อน หรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550โดยให้ถือว่า ผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้นๆ นายเกษม  จึงเห็นว่าตนได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว

นอกจากนั้น นายเกษม  ได้อ้างว่าในคดีอาญาที่ตนถูกพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาใน ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งในทางพิจารณาคดีดังกล่าวไม่ปรากฏว่า มีการทุจริตในการจ้างงานก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินโครงการจิตรลดา คงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแต่เพียงว่า การจัดทำเอกสารในโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งภายหลังจากที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาแล้ว ตนได้นำความกราบบังคมทูลเกล้าถวายฎีกาขอรับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสให้อภัยโทษค่าปรับแล้วเมื่อ วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553 จึงขอให้ กฟน.พิจารณายกเลิกคำสั่ง เรื่อง ให้พนักงานออกจากงาน โดยให้ ออกคำสั่งหรือแก้ไขคำสั่งเป็นให้ตนพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุสูงอายุดังเดิม ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2543 และขอให้คืนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ เป็นเงินจำนวน 658,399.30 บาท ด้วย

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) มีความเห็นดังต่อไปนี้า

ประเด็นที่หนึ่ง  กฟน.จะต้องดำเนินการยกเลิกคำสั่งลงโทษทางวินัยนายเกษม   ตามคำสั่ง กฟน. เรื่อง ให้พนักงานออกจากงาน ลงวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2546 และออกคำสั่งหรือแก้ไขคำสั่งเป็นให้นาย พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุสูงอายุ ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2543 ตามที่นายเกษม  ร้องขอหรือไม่ หรือ กฟน.ควรดำเนินการประการใด

เห็นว่า  กฟน.ไม่จำต้องยก เลิกคำสั่งลงโทษทางวินัยนาย และไม่จำต้องออกคำสั่งหรือแก้ไขคำสั่งเป็นให้นายเกษม   พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุสูงอายุ ตามที่ ร้องขอแต่ประการใด เนื่องจากคำสั่งลงโทษทางวินัยที่เสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ดังความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาตามเรื่องเสร็จที่ 4/2519 และ พ.ร.บ.ล้างมลทินฯมีผลเป็นเพียงการล้างโทษเพื่อไม่ให้มีมลทินติดตัว ต่อไป แต่การกระทำหรือความประพฤติที่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถูกลงโทษดังกล่าวมิได้ ถูกลบล้างไปด้วยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2539  ทั้งการพระราชทานอภัยโทษก็เป็นเพียงการอภัยโทษปรับซึ่งเป็นโทษอาญาอย่างหนึ่งเท่านั้น โดยยังมีโทษอาญาจำคุกอยู่เพียงแต่ให้รอการลงโทษ และยังต้องทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ประกอบกับมิใช่กรณีที่ต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

นอก จากนี้ผู้แทน กฟน.ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าในทางปฏิบัติเมื่อมีกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทินก็ ได้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน โดยเพียงบันทึกหมายเหตุไว้ในประวัติการทำงานโดยมิได้ยกเลิกคำสั่งลงโทษทาง วินัยและมิได้ลบล้างข้อความที่บันทึกไว้แต่เดิมว่าเคยมีคำสั่งลงโทษทางวินัย

ประเด็นที่สอง  กฟน.จะต้องดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ให้แก่นายเกษม   เห็นว่า มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ บัญญัติให้การล้างมลทินตามมาตรา 4 และมาตรา 5 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับการล้างมลทินในอันที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น โดยที่สิทธิหรือประโยชน์ที่ผู้ได้รับการล้างมลทินจะเรียกร้องไม่ได้นั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยและให้ความเห็นว่า หมายถึง สิทธิหรือประโยชน์ที่เสียไปเพราะการถูกลงโทษทางวินัย แต่ไม่หมายความรวมถึงสิทธิหรือประโยชน์ที่พึงจะได้รับภายหลังจากการล้าง มลทินแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 322/2531เรื่องเสร็จที่ 299/2534 และเรื่องเสร็จที่ 49/2552  ดังนั้น นายเกษม  จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ กฟน.คืนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการใดๆ ได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสิทธิประโยชน์และสวัสดิการดังกล่าวที่นายเกษมฯ ได้ขอคืน นั้น เป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับของ กฟน. ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ กฟน.หรือผู้ว่าการ กฟน.จะพิจารณาตามกฎหมายอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ กฟน.จะพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ ปฏิบัติงานหรือพนักงานของตนต่อไปได้

 อ่านประกอบ

ศาลสั่งจำคุก1ปีอดีตผู้ว่าฯกฟน. แก้ราคาวางท่อไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 ศาลพิพากษาให้จำคุก”เกษม ใจหงษ์” อดีตผู้ว่าฯกฟน.ฐานแก้ราคากลางประมูลวางท่อไร้สายไฟฟ้าใต้ดิน ทำให้”อิตาเลียน-ไทย”ชนะราคา ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท แต่โทษจำให้รอลงอาญา 2 ปี

ศาลอาญามีคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีอาญา 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเกษม ใจหงษ์ อดีตผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงาน ต่อองค์กรรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502

สืบเนื่องจากเมื่อเดือนเมษายน 2539 นายเกษม ใจหงษ์ ในฐานะรองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง และประธานคณะทำงานกลั่นกรองการประกวดราคาโครงการวางท่อไร้สายไฟฟ้าใต้ดิน ภายใต้โครงการจิตรดา มูลค่า 635 ล้านบาท ได้กระทำการแก้ไขการประมาณราคากลางโดยมิชอบ ส่งผลให้บริษัทอิตาเลียนไทยได้เป็นผู้ก่อสร้างโครงการดังกล่าว

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์แล้วเห็นว่าพยานโจทก์ ที่เบิกความให้การสอดคล้องต้องกันและมีน้ำหนักมั่นคง ปราศจากข้อสงสัยรับฟังได้ว่า จำเลยได้สั่งให้มีการแก้ไขการประมาณราคากลางในโครงการดังกล่าวให้สูงขึ้น โดยได้นำเสนอการประมาณราคากลางดังกล่าวต่อที่ประชุมฝ่ายบริหารเพื่ออนุมัติโครงการมูลค่า 688,216,050.24 บาท

โดยที่ไม่ได้เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับการประเมินราคากลาง ในครั้งก่อน ซึ่งมีราคาเพียง 659,357,540 บาท จนเป็นเหตุให้บริษัทอิตาเลียนไทยได้รับอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าว ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ กฟน.ได้รับความเสียหายที่ต้องจ่ายค่าโครงการก่อสร้างสูงขึ้น จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเจ้าพนักงานต่อองค์กรรัฐฯ มาตรา 11 พิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 1 ปี และปรับ 20,000 บาท

แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษคดีอาญามาก่อน เห็นสมควรให้โอกาส กลับตัวเป็นคนดีโทษจำคุก จึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด2ปี และให้จำเลย ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม ตามที่เจ้าพนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร เป็นเวลา 16 ชั่วโมง

 

Tags: , , , , ,

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

94 queries. 0.233 seconds. | Prasong theme by TaroRoot