Home » กฎหมาย, ราชการ

กสม.เดี้ยง! กฤษฎีกาฟันธงคำชี้ขาดไร้สภาพบังคับ หน่วยงานรัฐทำตามเสี่ยงผิด กม.

Author by 11/10/11No Comments »
 

มัฃัย ฤชุพันธุ์-อมรา พงศาพิฃญ์

การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาความเกี่ยวกับคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)โดยเฉพาะมาตรการต่างๆที่ กสม.กำหนดให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติว่า มิได้เป็นที่ยุติเด็ดขาดที่จะสามารถคุ้มครองผู้ปฏิบัติตามให้ปฏิบัติการใด ๆ โดยไม่เป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น อาจจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษญชนของหน่วยงานของรัฐได้ เพราะในที่สุดจะไม่มีหน่วยงานของรัฐใดยอมทำตามคำฃี้ขาดของ กสม.เนื่องจากเกรงว่า ต้องรับผิดตามกฎหมาย

ทั้งนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า  ในการปฏิบัติตามมาตรการการแก้ไขที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกำหนด ผู้ปฏิบัติจึงต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและอำนาจที่จะปฏิบัติการตามนั้นว่า ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่มีอยู่หรือไม่ หากมีความจำเป็นที่ไม่อาจปฏิบัติตามมาตรการการแก้ไขที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกำหนดเพราะจะขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ ก็ชอบที่จะชี้แจงให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบถึงเหตุขัดข้องนั้น

การที่ กสม.ได้วินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินในข้อพิพาทดังกล่าว เป็นเพียงความเห็นของ กสม. หาได้มีผลให้ข้อพิพาทนั้นยุติเป็นเด็ดขาดไม่ การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติตามคำชี้ขาดของ กสม.ย่อมเป็นความรับผิดชอบของผู้ดำเนินการหรือผู้สั่งการของหน่วยงานนั้น ๆ

หากปรากฏในภายหลังว่า ที่ดินนั้นมิใช่เป็นของผู้ร้องดังที่ กสม.ชี้ขาด ผู้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้นอาจต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นการส่วนตน และอาจไม่อยู่ในฐานะที่จะไล่เบี้ยเอาจาก กสม.ได้ เพรา กสม.อาจอ้างได้ว่า คำชี้ขาดดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นของ กสม.มิได้มีสภาพบังคับให้ต้องปฏิบัติตามโดยตรง การปฏิบัติตามจึงเป็นดุลพินิจและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติ

การตีความเกี่ยวกับคำวินิจฉัยชี้ขาดของ กสม.ดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มีหนังสือหารืองสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา(บันทึกคณะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 835/2544ลงนามโดยนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา) ว่า สพฐ.ได้รับรายงานจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท..)มัธยมศึกษา เขต40 ว่า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้แจ้งผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม.กรณีการก่อสร้างโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยเพชรบูรณ์ทับที่ดินทำกินของราษฎร โดย กสม.(มีนางอมรา พงศาพิชญ์ เป็นประธาน)มีมติให้มีมาตรการการแก้ไขปัญหาโดยให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ดำเนินการออกโฉนดในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องภายใน30 วัน นับแต่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและให้โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยเพชรบูรณ์ดำเนินการจัดซื้อที่ดินจากผู้ร้องในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งจ่ายค่าเสียโอกาสในการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ร้องที่ไม่สามารถทำประโยชน์ได้นับแต่วันที่ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนจนกระทั่งถึงวันที่จ่ายเงิน และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ได้ออกโฉนดให้ผู้ร้อง

แต่ สพฐ.เห็นว่า กสม.มีอำนาจตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสนอมาตรการการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าว แต่ตามข้อเท็จจริงในกรณีนี้ผู้ร้องอ้างว่าได้มีการก่อสร้างโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยเพชรบูรณ์รุกล้ำที่ดินของผู้ร้องประมาณ 3 ไร่ ในบริเวณที่ได้ปลูกต้นสักไว้จึงขอให้จ่ายค่าชดเชยและขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ออกโฉนดที่ดินให้ถูกต้องซึ่งเรื่องดังกล่าวน่าจะเป็นการละเมิดทางแพ่งที่ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาล

การที่ กสม.มีมติให้มีมาตรการการแก้ไขดังกล่าวจึงมีลักษณะบังคับในทางแพ่งเช่นคำพิพากษาของศาล แต่ไม่มีบทบัญญัติใดตามกฎหมายที่ให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตาม และกรณีนี้โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยเพชรบูรณ์อาจต้องจ่ายเงินจากงบประมาณของรัฐ โดยที่หน่วยงานของรัฐไม่มีโอกาสอุทธรณ์คัดค้านหรือโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย นอกจากนี้ สพฐ.เห็น กสม.ไม่รับฟังคำชี้แจงของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องที่มีเอกสารหลักฐานประกอบ แต่รับฟังคำชี้แจงของราษฎรผู้ร้อง

สพฐ.จึงขอหารือว่า สพฐ.นจะต้องดำเนินการตามมติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร และหากต้องปฏิบัติตามมติดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะสามารถกำหนดราคาเองได้หรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1 มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน)  เห็นว่า มาตรา 257(1)) ของรัฐธรรมนูญและมาตรา 15(2)แห่ง พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 กำหนดให้ กสม.มีอำนาจตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสนอมาตรการการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าวเพื่อดำเนินการ และในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอให้รายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ พ.ร.บคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฯ ได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสนอมาตรการการแก้ไขของ กสม.สรุปได้ว่า เมื่อ กสม.ได้ดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วให้จัดทำรายงานผลการตรวจสอบและแจ้งรายงานผลการตรวจสอบไปยังบุคคลหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามรายงานผลการตรวจสอบโดยเร็ว และเมื่อได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบของ กสม.แล้ว ให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นดำเนินการตามมาตรการการแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดและแจ้งผลการดำเนินการให้ กสม.ทราบ

หากบุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าวมิได้ดำเนินการหรือดำเนินการแล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้กสม.รายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการต่อไปสำหรับกรณีที่การดำเนินการตามมาตรการการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะสั่งการได้ และหากไม่มีการสั่งการโดยนายกรัฐมนตรีหรือไม่มีการดำเนินการตามมาตรการการแก้ไข  กสม.ก็อาจรายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไปได้

เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและเสนอมาตรการการแก้ไขของ กสม. ตามรัฐธรรมนูญ แล้ว จะเห็นได้ว่า โดยหลักแล้วเมื่อ กสม.ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสนอมาตรการการแก้ไขต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกรอบแห่งอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฯ กำหนดแล้ว บุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าวสมควรที่จะปฏิบัติตาม แต่มาตรการการแก้ไขที่กสม.กำหนดนั้นมิได้เป็นที่ยุติเด็ดขาดที่จะสามารถคุ้มครองผู้ปฏิบัติตามให้ปฏิบัติการใด ๆ โดยไม่เป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นได้

ดังนั้น ในการปฏิบัติตามมาตรการการแก้ไขที่ กสม.กำหนด ผู้ปฏิบัติจึงต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและอำนาจที่จะปฏิบัติการตามนั้นว่า ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่มีอยู่หรือไม่ หากมีความจำเป็นที่ไม่อาจปฏิบัติตามมาตรการการแก้ไขที่ กสม.กำหนดเพราะจะขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ ก็ชอบที่จะชี้แจงให้ กสม.ทราบถึงเหตุขัดข้องนั้น

สำหรับกรณีตามข้อหารือนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง การวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินเป็นของผู้ใด ผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไรย่อมเป็นอำนาจตุลาการ ซึ่งรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฯ มิได้บัญญัติให้ กสม.ติมีอำนาจตุลาการที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้

การที่ กสม.ได้วินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินในข้อพิพาทดังกล่าว เป็นเพียงความเห็นของ กสม. หาได้มีผลให้ข้อพิพาทนั้นยุติเป็นเด็ดขาดไม่ การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติตามคำชี้ขาดของ กสม.ย่อมเป็นความรับผิดชอบของผู้ดำเนินการหรือผู้สั่งการของหน่วยงานนั้น ๆ

หากปรากฏในภายหลังว่าที่ดินนั้นมิใช่เป็นของผู้ร้องดังที่ กสม.ชี้ขาดผู้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้นอาจต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นการส่วนตน และอาจไม่อยู่ในฐานะที่จะไล่เบี้ยเอาจาก กสม.ได้ เพราะ กสม.อาจอ้างได้ว่า คำชี้ขาดดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นของ กสม.มิได้มีสภาพบังคับให้ต้องปฏิบัติตามโดยตรง การปฏิบัติตามจึงเป็นดุลพินิจและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติ

Tags: , , , , ,

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

94 queries. 0.239 seconds. | Prasong theme by TaroRoot