กฤษฎีกาเบรกคณะ กก.ส่งเสริมฮัจย์ออกกฎไปแสวงบุญขัด รธน.แนะให้ทบทวนใหม่
คณะกรรมการกฤษฎีกาเบรกคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ออกกฎห้ามคนเคยไปแสวงบุญแล้วเดินทางทุกปี ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ แนะทบทวนให้คนไม่เคยเดินทางไปได้สิทธิก่อน โควต้าเหลือจึงให้สิทธิผู้เคยไปแล้ว
คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 1 ได้ตอบข้อหารือกรมการศาสนาเรื่องที่คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยได้เห็นชอบให้กำหนดช่วงเวลาการเว้นการเดินทางไปแสวงบุญในเทศกาลฮัจย์ที่กำหนดว่า “ผู้ที่เคยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์แล้วสามารถลงทะเบียนได้ แต่ต้องเว้นการเดินทางหนึ่งปี โดยเริ่มตั้งแต่เทศกาลฮัจย์ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ไม่สามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในปี พ.ศ. 2555 ได้” เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา ไม่อาจถือได้ว่า เป็นมาตรการในการขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น จึงเป็นการขัดต่อมาตรา 30 (บุคคลเสอมภาคในทางกฎหมาย) และมาตรา 37(บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา)ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ( เรื่องเสร็จที่ 729/2555)
อย่างไรก็ดี หากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยประสงค์จะกำหนดมาตรการเพื่อเป็นการเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ผู้ที่ไม่เคยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้มีโอกาสเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้โดยทั่วถึง คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยย่อมวางหลักเกณฑ์ให้มีผลว่า ในกรณีที่มีผู้ยื่นความประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์เกินจำนวนโควตาที่ได้รับการจัดสรรจากประเทศซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ในการประกอบพิธีฮัจย์ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยจะจัดให้ผู้ที่ยังไม่เคยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์มาก่อนมีสิทธิเดินทางไปก่อนได้ ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์ในทำนองดังกล่าวนี้ไม่ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่เป็นมาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นตามมาตรา ๓๐ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
อย่างไรก็ดี หากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯประสงค์จะกำหนดมาตรการเพื่อเป็นการเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ผู้ที่ไม่เคยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้มีโอกาสเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้โดยทั่วถึงคณะกรรมการฯย่อมวางหลักเกณฑ์ให้มีผลว่า ในกรณีที่มีผู้ยื่นความประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์เกินจำนวนโควตาที่ได้รับการจัดสรรจากประเทศซาอุดีอาระเบีย คณะกรรมการฯจะจัดให้ผู้ที่ยังไม่เคยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์มาก่อนมีสิทธิเดินทางไปก่อนได้ ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์ในทำนองดังกล่าวนี้ไม่ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่เป็นมาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นตามมาตรา 30 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ
ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวของคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ประเทศซาอุดีอาระเบียได้กำหนดจำนวนผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของแต่ละประเทศไว้เป็นจำนวนจำกัด ในประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามหลายประเทศ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศอียิปต์ หรือแม้แต่ประเทศซาอุดีอาระเบียก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ที่เคยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์มาแล้วต้องเว้นการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยบางประเทศกำหนดให้เว้นการเดินทางไปประกอบ
พิธีฮัจย์ไว้ถึงห้าปี ซึ่งในการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ผู้แทนสำนักจุฬาราชมนตรีได้ยืนยันว่าไม่เป็นการขัดต่อหลักการทางศาสนาอิสลามที่กำหนดให้ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามซึ่งมีความพร้อมทางสติปัญญา ร่างกาย และทรัพย์สิน จะต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต
การที่ประเทศซาอุดีอาระเบียได้กำหนดจำนวนชาวไทยผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในปี พ.ศ. 2555ไว้ จำนวน 13,000 คน เป็นเหตุให้ชาวไทยที่จะสามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์มีจำนวนจำกัดและไม่สามารถเดินทางไปได้ทุกคน คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดระเบียบ ข้อบังคับ เงื่อนไข หรือมาตรการใด ๆ เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ และเพื่อควบคุมกิจการเกี่ยวกับการรับจัดบริการขนส่งและการจัดบริการอื่นที่เกี่ยวกับกิจการฮัจย์ตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 ย่อมกำหนดหลักเกณฑ์การลงทะเบียนผู้ประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์และผู้ให้บริการผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ได้
แต่การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องไม่เป็นไปในลักษณะที่เป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางไปปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา
สำหรับข้อกำหนดของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ในข้อ 4.2 ที่ว่า “บุคคล
ที่เคยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์มาแล้ว สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้ตามปกติ แต่ต้องเว้นการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยกำหนด” โดยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯได้กำหนดให้ผู้ที่เคยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในปีที่แล้ว ต้องเว้นการเดินทางในปีถัดไปหนึ่งปี นั้น
คณะกรรมการ เห็นว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลให้ผู้ที่เคยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์มาแล้วไม่มีสิทธิที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในปีถัดไปได้ แม้ว่า จะมีผู้ประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ไม่เกินจำนวนโควตาที่ประเทศซาอุดีอาระเบียกำหนดไว้ในปีนั้น ๆ ก็ตาม ย่อมเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา โดยไม่อาจถือได้ว่าเป็นมาตรการในการขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น จึงเป็นการขัดต่อ รัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อหารือในเรื่องนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งยังเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นจากการใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหากมีผู้โต้แย้งก็จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลปกครองที่จะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย
ดังนั้น การให้ความเห็นทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ในกรณีนี้ จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น แต่การวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุดย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แล้วแต่กรณี
Tags: กฤษฎีกา, ขัด รธน., คณะ กก.ส่งเสริมฮัจย์, แสวงบุญ



Leave your response!